รายงานฉบับล่าสุดขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2015-2018) อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยปรากฏในบันทึกสถิติ และล่าสุดคือ 10 เดือนแรกของปีนี้ (2018) อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ระดับสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม (1850-1900) อยู่เกือบ 1°C ทำให้ปีนี้เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 4 เท่าที่เคยมีการบันทึกมา

แม้ปี 2018 จะเย็นกว่า 3 ปีก่อนหน้านี้ แต่ข่าวร้ายก็คือ ในปี 2019 โลกจะเข้าสู่สภาพเอลนีโญ ซึ่งจะทำให้สภาพอากาศของปีหน้า ร้อนกว่าปีปีนี้ (ดูกราฟด้านล่างจะเห็นตัวเเปรเกือบทุกตัวอยู่เหนือเส้นอุณหภูมิเฉลี่ยปกติ แสดงถึงความเป็นเอลนีโญในปี 2019 ชัดเจน แต่ไม่รุนแรงเท่าช่วงปี 2015 ต่อเนื่อง 2016)

ตามรายงานของ WMO พบว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (2009-2018) อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมปีละ 0.93°C โดยเฉพาะช่วง 4 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ปีละ 1.04°C ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าในปี 2019 จะแย่ลงกว่านี้อีก

เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ก็แน่นอนว่าจะส่งผลให้ธารน้ำแข็งทั่วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำทะเลอุ่นขึ้นทำให้พายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวขึ้นมีระดับความรุนแรงเฉลี่ยสูงกว่าปกติ รวมทั้งน้ำทะเลยังจะเริ่มมีสภาพเป็นกรด เกิดปะการังฟอกขาว และอีกสารพัดปัญหาขากความผิดเพี้ยนของภูมิอากาศโลก

นอกจากนี้ ยังพบว่าความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกพุ่งสู่ระดับสูงสุดอีกครั้ง นั่นหมายถึงความพยายามในการจำกัดการปล่อยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ออกสู่บรรยากาศยังไม่ได้ผล

“เราไม่ได้เดินอยู่ในแนวทางที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามเป้าหมายเลย และไม่สามารถจำกัดควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิได้” นายเปตเตรี ตาลัส เลขาธิการของ WMO กล่าว

หากแนวโน้มของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกยังเป็นไปแบบนี้ โลกจะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 3-5°C ตายตัว ภายในช่วงสิ้นศตวรรษนี้

ภาพประกอบจาก BBC และ iri.columbia.edu
เรียบเรียงโดย @MrVop