รายงานล่าสุดที่ออกโดยสำนักงานสหประชาชาติ ระบุว่าในช่วง 20 ปี ระหว่าง 2538-2558 กว่า 90% ของภัยพิบัติที่สำคัญทั่วโลก ล้วนมีความเชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (ยกเว้นแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด)

5 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่สูงที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย นั่นคือ 80% อยู่ในทวีปเอเชีย

หากนึกถึงจำนวนผู้คนที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เรามักจำได้เพียงภัยจากสึนามิ ซึ่งนั่นไม่ใช่ภัยที่มาจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ตัวเลขจำนวนมากที่เกี่ยวกับภัยพิบัติของสภาพอากาศ ก็คือพายุไซโคลนนาร์กิสในปี 2008 ที่เป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวืตถึง 138,000 ราย

รายงานและการวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย UNISDR และศูนย์วิจัยด้านระบาดวิทยาแห่งเบลเยียม (CRED) แสดงให้เห็นว่านับตั้งแต่การประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งแรกของสหประชาชาติ (COP1) ในปี 2538 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตถึง 606,000 ราย และมีอีกกว่า 4.1 พันล้านรายที่เป็นผู้บาดเจ็บ ไร้ที่อยู่อาศัย หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

“ ในระยะยาวข้อตกลงในปารีสที่ COP21 เรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเป็นส่วนสำคัญในการลดความเสียหายและการสูญเสียจากภัยพิบัติที่เกิดจากโลกร้อนและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น” นางวาห์ลสตรอม หัวหน้าของ UNISDR กล่าวในการแถลงข่าว

น้ำท่วม คือภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศที่มีจำนวนการเกิดมากที่สุด ตั้งแต่ปี 2538-2558 ส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 2.3 พันล้านคนและเสียชีวิต 157,000 ราย

พายุหมุนเขตร้อน เป็นภัยพิบัติที่เกี่ยวกับสภาพอากาศชนิดร้ายแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 242,000 รายหรือคิดเป็น 40% ของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศทั่วโลกโดย 89% ของการเสียชีวิตเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ต่ำ

คลื่นความร้อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 148,000 ราย เกือบทั้งหมดของผู้เสียชีวิต เกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้สูง

บทความนี้แม้เป็นข้อมูลเมื่อปี 2558 แน่นอนว่า 4 ปีต่อมาจนบัดนี้ ทุกสิ่งก็ยังคงเลวร้ายลงแม้การผลักดันของภาครัฐในหลายประเทศยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง แต่คงต้องย้ำว่ายังไม่เพียงพอ

ที่มา https://www.un.org/sustainabledevelopment/blog/2015/11/un-report-finds-90-per-cent-of-disasters-are-weather-related/

เรียบเรียงโดย @MrVop