แผ่นดินไหว โตโฮกุ  แมกนิจูด 9.0 ในปี 2554 หรือ 2011 จัดลำดับไว้เป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สุดลำดับ 4 ในประวัติศาสตร์นับจากปี 1900 ก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย ทั้งคลื่นสึนามิและการรั่วไหลของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุโอกะ นักวิทยาศาสตร์ประมาณกันว่าแรงเคลื่อนตัวของแผ่นดินไหวขนาดยักษ์ในครั้งนั้นได้ผลักเกาะญี่ปุ่นไปทางตะวันออกเป็นระยะถึง 2.4 เมตร ส่งผลกับความเอียงของแกนโลกราว 25 เซ็นติเมตรและ ทำให้โลกหมุนรอบตัวเองช้าลงหลายส่วนในหลักล้านวินาที

แต่สิ่งที่น่าสนใจในเชิงบวกกับสิ่งแวดล้อมโลกก็เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวครั้งนั้นเช่นกัน ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Innsbruck ในประเทศออสเตรียนำโดย Arata Kioka และ Tobias Schwestermann พบขณะที่เกิดแผ่นดินไหวขนาดยักษ์ที่โตโฮกุ มันได้พาเอาคาร์บอนปริมาณหลายล้านตันในทะเลลงสู่ใต้ผิวโลกตามไปด้วย

Arata Kioka จากทีมวิจัยได้ดำน้ำลงไปสำรวจที่เหวก้นสมุทรญี่ปุ่นหรือ  Japan Trench ซึ่งเป็น แนวมุดตัวหลักของแผ่นดินไหวโตโฮกุ ที่ความลึกกว่า 8 กิโลเมตรจากผิวทะเลทั้งหมด 6 ครั้งตั้งแต่ช่วงปี 2555 ถึง 2559 เพื่อตรวจวัดปริมาณคาร์บอนที่ถูกดึงลงไปตามแนวมุดตัว ได้ตีพิมพ์ข้อมูลลงในวารสาร Scientific Reports เมื่อวันที่ 7 ก.พ.62 ที่ผ่านมาถึงผลการศึกษาครั้งนี้ว่าได้พบปริมาณคาร์บอนมากมายนับเป็นล้านตันถูกดึงหายไปจากน้ำทะเลทั้งจากขณะเกิดแผ่นดินไหวหลักหรือเมนช็อคและแผ่นดินไหวตามหรืออาฟเตอร์ช็อค

วิธีการของ Kioka และทีมงานนอกจากใช้ระบบโซนาร์สร้างแผนที่ผิวทะเลบริเวณก้นเหวสมุทรญี่ปุ่นเพื่อสังเกตการเกิดตะกอนใหม่หลังแผ่นดินไหวแล้วแล้วยังได้ใช้เครื่องมือขุดเจาะเอาตะกอนขึ้นมาตรวจวัดปริมาณคาร์บอนด้วย ทำให้คำนวนได้ถึงปริมาณของคาร์บอนที่แผ่นดินไหวขนาดยักษ์ได้นำออกไปจากน้ำทะเล เปิดโอกาสให้มหาสมุทรสามารถดูดซับคาร์บอนจากบรรยากาศโลกได้มากขึ้น แต่คงเป็นแค่ชั่วคราว เพราะหลังจากนี้อีกไม่นาน คาร์บอนปริมาณมากอาจจะกลับออกจากส่วนลึกของแนวมุดตัวอีกครั้งผ่านการปะทุของภูเขาไฟ (ถ้ามี)

อย่างไรก็ตาม Kioka และทีมงานก็เตรียมลงสู่ก้นเหวสมุทรญี่ปุ่นอีกครั้งในปี 2563 เพื่อการตรวจวัดค่าอย่างละเอียด

เรียบเรียงโดย @MrVop