“DKIST” กล้องโทรทรรศน์สุริยะ ( Solar telescope) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบัน โชว์ศักยภาพในการถ่ายภาพดงวอาทิตย์ โดยสามารถจับภาพผิวดวงอาทิตย์ที่มีรายละเอียดมากและชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

กล้อง DKIST เป็นชื่อที่ย่อมาจากคำว่า  Daniel K. Inouye Solar Telescope เป็นส่วนหนึ่งของหอดูดาว Haleakala  บนยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาะเมาวี (Maui) รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ชื่อของกล้องตัวนี้ตั้งขึ้นตามอดีตวุฒิสมาชิก Daniel Inouye ที่ทำหน้าที่ให้กับฮาวายตั้งแต่ปี 1963 จนเสียชีวิตในปี 2012 และมีเว็บไซต์หลักอยู่ที่ https://www.no.edu/DKIST ให้ทุกคนสามารถเข้าไปดูรายละเอียดการทำงานของกล้องโทรทรรศน์สุริยะตัวนี้ได้

กล้อง DKIST ในฮาวาย

การก่อสร้างกล้อง DKIST เริ่มต้นในปี 2012 โดยวางแผนให้มีอุปกรณ์หลากหลายชนิดในการเฝ้าสังเกตดาวฤกษ์ที่สำคัญที่สุดและอยู่ใกล้เราที่สุดนั่นคือดวงอาทิตย์ เครื่องมือแรกที่เริ่มใช้งานได้คือระบบถ่ายภาพ Visible Broadband Imager (VBI) ซึ่งก็ได้แสดงประสิทธภาพที่น่าตื่นตะลึงคือการจับภาพผิวดวงอาทิตย์ที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากเลนส์ขนาด 4.24 เมตร ในภาพแสดงให้เราได้เห็น “กรานูล” (granule) ที่มีลักษณะเป็นฟองพลาสมาสีเหลือง ลักษณะดูคล้ายนเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทีขยับไปมาได้จากความร้อนที่เดือดพล่านบนชั้นบรรยากาศโฟโตสเฟียร์ ฟองแต่ละฟองของกรานูลหรือแกรนูลนี้มีหลายขนาดแตกต่างกันไป จากขนาดเล็กเท่าเกาะภูเก็ตไปถึงขนาดใหญ่กว่าประเทศไทย (ขนาดพอๆกับรัฐเท็กซัส) ฟองนี้จะเกิดและและจมหายไปเป็นระยะๆโดยมีฟองใหม่ผุดขึ้นมาจากด้านล่างแทนที่ไปเรื่อยๆด้วยผลของ การพาความร้อน (Convection) จากด้านในของดวงอาทิตย์

อุปกรณ์ชิ้นต่อไปของกล้อง DKIST คือ Visible Spectro-polarimeter (VISP) กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง อุปกรณ์นี้จะแยกแสงอาทิตย์ออกเหมือนปริซึมเพื่อให้มองเห็นชัดเจนถึงแต่ละช่วงความยาวแสง จากนั้นก็จะเป็นอุปกรณ์ Cryogenic Near Infrared Spectra-Polarimeter ที่จะทำให้มองเห็นชั้นบรรยากาศดวงอาทิตย์ในช่วงคลื่นอินฟราเรด และยังมีอุปกรณ์ที่จะติดตั้งตามมาอีกหลายชิ้น เพื่อให้กล้องโทรทรรศน์สุริยะ DKIST กลายเป็นกล้องสังเกตการณ์ภัยพิบัติจากดวงอาทิตย์ที่ดีที่สุด สามารถเฝ้าระวังสภารพัดสิ่งที่ดวงอาทิตย์อาจส่งมาถึงเรา เช่นการปล่อยพายุสุริยะ หรือ มวลพลาสมา CME ที่สามารถทำลายดาวเทียมหรือทำให้เกิดไฟฟ้าดับทั้งรัฐ ดังเช่นที่เกิดกับรัฐควิเบ็คของแคนาดาเมื่อ 13 มีนาคม 1989 ทำให้เราหาทางป้องกันได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังจะได้ประโยชน์มากมายในเง่ของการศึกษา โดยเฉพาะการไขคำตอบเรื่องความร้อนสูงของชั้นบรรยากาศโคโรนาที่เป็นปริศนาคาใจนักดาราศาสตร์มาอย่างยาวนาน

การก่อสร้างและต่อเติมอุปกรณ์จะเป็นไปตามเงินงบประมาณ จวบจนอุปกรณ์ชิ้นสุดท้ายคือ  Visible Tunable Filter ที่สามารถสแกนไปถึงระดับโมเลกุลของบรรบากาศดวงอาทิตย์ได้เลย โครงการนี้วางแผนเอาไว้ให้ทำงานยาว 4 วัฏจักรสุริยะ หรือ 11×4 = 44 ปี เพือให้ครอบคลุมและเข้าใจการเกิดและดับของจุดดำ (Sunspot) และพฤติกรรมการลุกสว่างหรือ Solar Flare ของดวงอาทิตย์รวมทั้งเส้นใยแม่เหล็กจำพวกโพรมีแนนซ์ด้วย และสุดท้าย เราก็ได้แต่หวังว่าจะสามารถเข้าใจดาวฤกษ์ของเราเสียที หลังเฝ้ามองมาหลายแสนปี

เรียบเรียงโดย @MrVop