ผลวิจัยล่าสุด พบว่าดวงอาทิตย์ของเรา อาจเกิดปรากฏการณ์ “ซูเปอร์แฟลร์” (Superflare) หรือการปะทุปลดปล่อยพลังงานอย่างรุนแรงและฉับพลันภายในหนึ่งศตวรรษนับจากนี้ และอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชั้นบรรยากาศโลก

โดยทั่วไปแล้ว ดวงอาทิตย์ในช่วงเวลาที่มีจุดดำปรากฏบนผิวมากๆ ก็อาจเกิดปรากฏการณ์ที่เรีบกว่า โซลาร์แฟลร์ (Solar flare)  ซึ่งเป็นการปะทุ-ลุกจ้าของพลังงานจากสนามแม่เหล็กที่สะสมอยู่ บริเวณกัมมันต์ (Active regions) รอบๆจุดดำที่ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว   พลังงานนี้จะปล่อยออกมาในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกือบทุกย่านความถี่ มีตั้งแต่แสงที่ตามองเห็น คลื่นที่มีความยาวคลื่นยาวอย่างคลื่นวิทยุ  รังสีอินฟราเรด คลื่นสั้นอย่างอัลตร้าไวโอเลต ไปจนถึงคลื่นสั้นพลังงานสูงอย่างรังสีเอกซ์และรังสีแกมมา พลังงานที่ปล่อยออกมานี้จะอยู่ในระดับ  1020  ถึง 1025 จูล/วินาที ประมาณเท่ากับพลังงานจากระเบิดไฮโดรเจนหนัก 100 ล้านตัน หลังจากการเกิดโซลาร์แฟลร์นี้ ก็อาจเกิดสิ่งที่เป็นลูกโซ่ตามมาเช่น CME หรือการปล่อยมวลสารออกจากบรรยากาศชั้นโคโรนาของดวงอาทิตย์ ซึ่งในหากมีทิศทางตรงมาทางโลก ก็จะก่อให้เกิดผลเสียหายกับยานอวกาศและดาวเทียมต่างๆนอกชั้นบรรยากาศโลก แต่ภายในโลกเราจะปลอดภัยเนื่องจากชั้นบรรยากาศและสนามแม่เหล็กของโลกเราเองคอยปกป้องไว้

ที่กล่าวมานั้นคือ โซลาร์แฟลร์ (solar flare) ชนิดธรรมดาที่เกิดกับดาวฤกษ์อายุปานกลางแบบดวงอาทิตย์ของเรา แต่ยังมีโซลาร์แฟลร์ ขั้นรุนแรงกว่านี้นับพันเท่าที่มีชื่อเรียกว่า “ซูเปอร์แฟลร์” (Superflare) ซึ่งนักดาราศาสตร์เคยสังเกตพบในดาวฤกษ์อายุน้อย หมุนรอบตัวเองเร็ว ห่างไกลออกไปหลายปีแสง พลังของมันหากมาเกิดกับดวงอาทิตย์ ย่อมสามารถทะลุทะลวงเกาะป้องกันตามธรรมชาติคือสนามแม่เหล็กและชั้นบรรยากาศโลกลงมาส่งผลให้โลกเรากลับไปสู่ยุคที่ไร้ซึ่งเทคโนโลยี เนื่องจากระบบสื่อสาร สายส่งไฟฟ้า ท่อส่งน้ำมันจะถูกทำลายไป ไฟฟ้าจะดับนานนับเดือน แต่ไม่ถึงกับทำลายล้างโลกแบบในภาพยนต์เนื่อง Knowing (2009)

ล่าสุด ทีมนักวิจัยนำโดย ดร. ยูตะ โนซึ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด วิทยาเขตโบลเดอร์ของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดในวารสาร The Astrophysical Journal โดยระบุว่าผลการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ซูเปอร์แฟลร์ที่เกิดขึ้นในห้วงอวกาศลึก ซึ่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์บันทึกไว้ได้หลายครั้ง ชี้ว่าดาวฤกษ์ที่มีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ก็สามารถจะปลดปล่อยพลังงานในระดับของซูเปอร์แฟลร์ได้เช่นกัน จากการสังเกตจองทีมงาน พบว่ามีดาวฤกษ์ที่คล้ายกับดวงอาทิตย์ถึง 43 ดวง เคยปะทุพลังงานในระดับของซูเปอร์แฟลร์มาแล้วในอดีต โดยการปลดปล่อยพลังงานขั้นรุนแรงนี้เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยทุก 200-300 ปี ซึ่งหากทีมงานนำผลศึกษามาคำนวน ก็พบว่ามีโอกาสสูงมากที่ดวงอาทิตย์ของเราจะเกิดซูปเปอร์แฟลร์ได้เช่นกัน ทั้งยังสามารถเกิดในช่วงภายใน 100 ปีจากนี้อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ดร.โนซึระบุด้วยว่ายังคงต้องทำการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อยืนยันถึงความเป็นไปได้ที่โลกจะได้รับอันตรายจากซูเปอร์แฟลร์อีกครั้ง เนื่องจากจำนวนของกรณีศึกษาที่นำมาวิเคราะห์นั้นยังไม่มากพอ และจำเป็นต้องศึกษาด้วยว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดซูเปอร์แฟลร์ขึ้นกับบรรดาดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์กันแน่

ภาพประกอบจากภาพยนตร์เรื่อง Knowing (2009)

เรียบเรียงโดย @MrVop