ทีมนักบรรพชีวินวิทยาของโคลอมเบีย นำโดย ดร. เอ็ดวิน กาเดนา ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยซูริค (UZH) ขุดพบซากฟอสซิลส่วนที่เป็นกระดองของเต่าน้ำจิดโบราณที่มีชื่อว่า Stupendemys geographicus ความยาวเกือบ 3 เมตร ในบริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่างทะเลทรายทาทากัวของโคลอมเบียกับภูมิภาคอูรูมาโกในเวเนซุเอลา

การค้นพบครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก มีการค้นพบฟอสซิลของเต่ายักษ์ Stupendemys geographicus นี้มาตั้งแต่่ช่วงทศวรรษ 1970 โดยถือว่าเป็นเต่ายักษ์ดึกดำบรรพ์ที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับสอง รองจากเต่าทะเลอาร์คีลอน (Archelon) ที่มีชีวิตอยู่ในยุคที่เก่าแก่กว่านี้มา คือเมื่อราว 70 ล้านปีก่อนในยุคคลีเทเชียสซึ่งเป็นยุคสุดท้ายของไดโนเสาร์

Stupendemys geographicus เป็นเตา่น้ำจืดที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 7-13 ล้านปีก่อนในยุคไมโอซีน (Miocene) ซึ่งเป็นยุคที่ยังไม่มีมนุษย์ถือกำเนิดบนโลกใบนี้ เต่าน้ำจืดยักษ์นี้เมื่อรมส่วนหัวและหางความยาวเต็มที่จะอยู่ที่ใกล้ๆ 4 เมตร และมีน้ำหนักมากถึง 1.25 ตัน พูดง่ายๆว่าขนาดและน้ำหนักพอๆกับรถเก๋งคันหนึ่งเลยทีเดียว

นอกจากกระดอง ทีมงานยังพบกระดูกขากรรไกรล่างของเต่าตัวนี้ด้วย ทำให้สามารถวิเคราะห์ลักษณะการหากินของมันได้ว่ามันกินอาหารหลากหลายประเภททั้งพื้ชและสัตว์เช่น ปลา หอย งู จระเข้ขนาดเล็ก ไปจนถึงพืชผักผลไม้ต่าง ๆ และเมล็ดพืชด้วย

ทีมงานคาดว่า ฟอสซิลของเต่าน้ำจืดโบราณ Stupendemys geographicus ที่พบนี้เป็นเต่าเพศผู้ เนื่องจากมีจะงอยยื่นยาวออกมาที่ด้านหน้าของกระดองทั้งด้านซ้ายและขวา  ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ และการที่เต่าน้ำจืดในยุคไมโอซีนต้องวิวัฒนาการจนมีขนาดร่างกายใหญ๋โตเช่นนี้นอกจากจะหมายถึงอาหารที่มีอุดมสมบูรณ์แล้ว ขนาดร่างกายของมันยังเป็นอุปสรรคกับสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ที่หากินในน้ำจืดอย่างจระเข้ยักษ์ในยุคเดียวกันที่มีขนาดยาวกว่ามันถึง 3 เท่าอีกด้วย

เรียบเรียงโดย @MrVop

Reference: “The anatomy, paleobiology, and evolutionary relationships of the largest extinct side-necked turtle” by E.-A. Cadena, T. M. Scheyer, J. D. Carrillo-Briceño, R. Sánchez, O. A Aguilera-Socorro, A. Vanegas, M. Pardo, D. M. Hansen and M. R. Sánchez-Villagra, 12 February 2020, Science Advances.
DOI: 10.1126/sciadv.aay4593