โลกร้อนเกิดเพราะแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาถึงพื้นโลกแล้วสะท้อนขึ้นไปติดแก้สเรือนกระจก จึงระบายความร้อนออกไปสู่อวกาศไม่ได้ ทางแก้หลักจึงมี 3 ทาง คือ

  1. ลดแสงที่ส่องลงมา นั่นคือปรากฏการณ์แบบเดียวกับหลังภูเขาไฟขนาดใหญ่ระเบิด โลกจะเย็นลงเนื่องจากเถ้าภูเขาไฟปิดกันแสงอาทิตย์เอาไว้
  2. ลดแก้สเรือนกระจก เพื่อให้ความร้อนสามารถสะท้อนกลับออกไปสู่อวกาศได้ วิธีนี้สิ่งที่ข้อตกลงปารีสกำลังรณรงค์กันอยู่ และเราทุกคนก็กำลังช่วยกันที่จะไม่ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่ม
  3. เพิ่มพลังการสะท้อนความร้อน นั่นคือหาทางยิงความร้อนให้ทะลุแก้สเรือนกระจกออกไปสู่อวกาศให้ได้ วิธีนี้ยากสุดแต่ก็มีหลายหน่วยงานกำลังทดลองทำ คือดูดซับความร้อนจากน้ำทะเลแล้วแปลงให้อยู่ในรูปรังสีอินฟราเรด จากนั้นก็ยิงออกไปสู่อวกาศ มหาสมุทรก็จะเย็นตัวลง

ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของสหรัฐฯ ภายใต้โครงการ “วิศวกรรมพิภพ” หรือ Geoengineering กำลังจะหาทางลดโลกร้อนในวิธีที่ 1 โดยมีแผนทดลองฉีดพ่นสารเคมีจำพวกละอองลอยซัลเฟต (Sulfate aerosol) ปริมาณหลายล้านตันในบรรยากาศชั้นสตาร์โตสเฟียร์ (Stratosphere) ปีหน้า (2019) เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการปริมาณแสงอาทิตย์ที่จะส่องลงมาถึงพื้น เลียนแบบเถ้าภูเขาไฟ

ขั้นตอนคือการส่งยาน สตราโตครุสเซอร์ “StratoCruiser” ซึ่งมีลักษณะเป็นยานที่ยกตัวด้วยบอลลูนนำสารเคมีในรูปของควันละอองลอย (aerosol) ขึ้นไปฉีดพ่นที่ระดับความสูงของชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์หรือราว 20 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก เป็นการสร้างหลังคากันแดดที่อยู่สูงกว่าโดมแก้สเรือนกระจกที่เกิดในชั้นบรรยากาศโทโปสเฟียร์ด้านล่าง เมื่อเป็นแบบนี้ แสงอาทิตย์ก็จะถูกสะท้อนกลับออกไปตั้งแต่เนิ่นๆ ปริมาณแสงทีลงมาถึงพื้นก็จะลดลง โลกก็จะเย็นลง

แต่เนื่องจากยังไม่แน่ใจผลกระทบ จึงจะทดลองเป็นพื้นที่แคบๆและใช้สารในปริมาณไม่มากนัก แล้วยาน สตราโตครุสเซอร์ ก็ยังต้องทำหน้าที่ “วัดผล” หลังการพ่นละอองเคมี 24 ชั่วโมง เพื่อวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของอนุภาคสาร และความเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

หากวิธีนี้ได้ผลดีและไม่เกิดผลกระทบในทางร้าย ก็อาจวางแผนดำเนินการต่อไป โดยคำนวนว่าในทางปฏิบัติต้องใช้ยานออกปฏิบัติการพ่นสารเคมีสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นระยะนับหลายพันครั้งต่อปี ประมานการว่ามีค่าใช้จ่ายตกปีละ 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนับว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่ทั่วโลกใช้พัฒนาพลังงานสีเขียวอยู่แล้วถึงปีละ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  ประเทศต่างน่าจะร่วมกันแบกรับภาระทางการเงินนี้ได้โดยไม่มีปัญหา

อ้างอิงและเครดิตภาพ sitn.hms.harvard.edu
เพิ่มเติม bigthink.com
เรียบเรียงโดย @MrVop