รัสเซียประกาศพร้อมเป็นประเทศแรกของโลกที่จะอนุมัติให้ใช้วัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตโดยสถาบันกามาเลยา (Gamaleya) แม้จะยังไม่ผ่านการทดลองทดลองเฟส 3 ก็ตาม ก่อให้เกิดการแสดงความกังวลจากชาติตะวันตกถึงความปลอดภัยของวัคซีนนี้

ซเวซดา (Zvezda) สื่อของกระทรวงกลาโหมรัสเซียออกข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมาว่า ทางกระกรวงกลาโหมและศูนย์วิจัยวิทยาการระบาดวิทยาและจุลชีววิทยาแห่งชาติรัสเซีย ได้ร่วมกันดำเนินการตรวจสอบทางการแพทย์ขั้นสุดท้ายในกลุ่มอาสาสมัคร จำนวน 76 คน ที่กลับมาจากการทดลองเฟสแรก ที่ โรงพยาบาลคลินิกทหารหลัก (Main Military Clinical Hospital) สังกัดกระทรวงฯ และได้ตรวจพบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเหล่าอาสาสมัคกลุ่มนี้ รวมทั้งไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรงใดๆ

อาสาสมัครกลุ่มดังกล่าว คืออาสาสมัครกลุ่มแรกที่เข้ารับการฉีดวัคซีนในวันที่ 17 มิ.ย. ครึ่งหนึ่งฉีดวัคซีนในรูปของเหลวและอีกครึ่งหนึ่งด้วยวัคซีนที่มาในรูปแบบผงที่ละลายน้ำได้ และเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ก็ครบกำหนด 42 วันที่เหล่าอาสาฯต้องกลับมาให้ทางศูนย์ตรวจสอบผลของวัคซีนนี้ในร่างกายของพวกตน โดยอาสาสมัครเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นทหารในกองทัพ ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตจากชาติตะวันตกว่า อาสาสมัครส่วนนี้มาเข้ารับการทดลองโดยสมัครใจจริงๆหรือไม่

ข้อสำคัญคือ สถาบันกามาเลยา (Gamaleya) ไม่ได้ตีพิมพ์เผลแพร่ผลการทดลองดังกล่าวในแง่วิทยาศาสตร์ออกมาให้เหล่าผู้เชียวชาญสาขาต่างๆทั่วโลกรับรู้เลย

โดยปกติแล้ว การทดลองวัคซีนนั้นจะเริ่มจากขั้นที่ทดลองในสัตว์ก่อน (Pre-clinical Testing) จากนั้นจึงเริ่มเข้าทดลองในมนุษย์ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 เฟส ดังนี้

  • เฟสแรก (Safety Trials) ทดลองในอาสาสมัครวัยฉกรรจ์ ในจำนวนหลักสิบราย เพื่อทดสอบความปลอดภัยในมนุษย์หลังทดลองกับสัตว์ และเป็นการสังเกตปริมาณวัคซีนที่ใช้หากมีการแบ่งอาสาฯเป็นกลุ่มเล็ก สุดท้ายคือการยืนยันประสิทธิภาพของวัคซีนว่าสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ผลหรือไม่
  • เฟสสอง (Expanded Trials) ขยายผลจากเฟสแรก จะมีการทดลองในกลุ่มอายุที่หลากหลาย คือตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ ในจำนวนหลักร้อยราย เพื่อสังเกตผลของวัคซีนต่ออายุ และยังคงมีการสังเกตความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
  • เฟสสาม (Efficacy Trials) มีการให้วัคซีนจริงผสมไปกับการให้ยาหลอก  (Placebo) ในจำนวนหลักพันราย และให้อาสาสมัครกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ จากนั้นคอยติดตามเพื่อทดสอบหาสถิติจำนวนผู้ติดเชื้อ เพื่อให้ตัดสินใจได้แน่นอนลงไปว่า วัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้ผลจริงหรือไม่

แต่วัคซีนโรคโควิด-19 ของรัสเซีย ยังไม่จบการทดลองเฟสสามอย่างแน่นอน

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา มิคาอิล มูราชโก รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของรัสเซีย ออกมาให้ข่าวว่าทางรัสเซียกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 ขนานใหญ่ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ สร้างความกังวลให้กับผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศในตะวันตก ยกตัวอย่างเช่นนายโทมัส โบลิกี้ ผู้อำนวยการฝ่ายสุขภาพระดับโลกของ Center on Foreign Relations ก็ออกมาเตือนว่า การนำวัคซีนที่ยังไม่ผ่านการทดลองครบทุกเฟสมาใช้ นอกจากจะสร้างอันตรายต่อผู้รับได้แล้ว ยังอาจสร้างความรู้สึกว่าปลอดภัยอย่างผิดๆ คือฉีดวัคซีนแล้วก็ลดการระวังป้องกันตัวลง ทำให้มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงโดยไม่ควร และอาจทำลายความเชื่อมั่นในหมู่สาธารณะชนเกี่ยวกับวัคซีนขึ้นมาได้ หากมีผลเสียด้านความปลอดภัยขึ้นมา

แม้หลายชาติฝั่งตะวันตกจะแสดงความกังวลอย่างไรต่อวัคซีนนี้ก็ตาม แต่กลับมีบางประเทศที่โดนโรคโควิด-19 ระบาดทำลายชีวิตผู้คนอย่างหนักเช่นบราซิลและอินเดีย แสดงความสนใจในวัคซีนดังกล่าวแล้ว

อ้างอิง https://www.xinhuathai.com/high/127834_20200804
https://www.voanews.com/covid-19-pandemic/russias-race-virus-vaccine-raises-concerns-west