โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมองและระบบประสาทที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 2 รองจากโรคอัลไซเมอร์ คนไทยสมัยโบราณรู้จักโรคพาร์กินสันมานานแล้วในนามของ ‘โรคสันนิบาตลูกนก’ สถิติผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันทั่วโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1 ในผู้ที่อายุเกิน 60 ปี และร้อยละ 4 ในผู้ที่อายุเกิน 80 ปี

ในประเทศไทยมีการเก็บรวบรวมสถิติการเกิดโรค จากสภากาชาดไทยพบว่าอุบัติการณ์การเกิดโรคพาร์กินสันอยู่ที่ 425 คน ต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งพบมากในประชากรแถบภาคกลางของประเทศ

โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ยิ่งเมื่ออาการเริ่มปรากฏแล้วนั่นคือหลังเกิดการตายของเซลล์สมองบริเวณก้านสมองส่วนกลาง (Midbrain) ในส่วนสับสแตนเชียไนกรา มาแล้ว 4-10 ปี ซึ่งมีผลทำให้สารสื่อประสาทโดพามีนซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องของร่างกายลดลง การรู้ว่าป่วยตั้งแต่แรกๆจึงสำคัญมาก แต่ที่แล้วๆ มาการตรวจหาโรคในระยะเริ่มต้นนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก จะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการบางอย่างออกมาแล้ว และการตรวจหาก็ต้องใช้วิธีการถ่ายภาพสมองเพื่อหาร่องรอยการตายของเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตโดพามีนเท่านั้น

เมื่อเร็วๆนี้มีข่าวการค้นพบผู้หญิงรายหนึ่งที่มีความสามารถที่แปลกประหลาดเหลือเชื่อ นั่นคือสามารถได้กลิ่นตัวของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันล่วงหน้าหลายปีตั้งแต่อาการของโรคยังไม่ปรากฏ ผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้คือศาสตราจารย์ Perdita Barran จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ที่ได้ยินเรื่องของเธอจากคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมอาชีพ Tito Kunath ที่หาวิทยาลัยเอดินบะระ ระหว่างงานบรรยายสาธารณะเกี่ยวกับงานวิจัยเรื่องโรคพาร์กินสัน ผู้หญิงคนนั้นซึ่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้ฟังได้แสดงตัวออกมาหลังงานบรรยายพร้อมคำถามประมาณว่า “ ที่คุณบรรยายมานั่นก็เป็นเรื่องที่ดีนะ แต่ทำไมคุณไม่ทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับความจริงที่ว่าคนเรามีกลิ่นพาร์กินสันล่ะ?“


(ซ้าย) Joy Milne หญิงจมูกวิเศษผู้สามารถได้กลิ่นพาร์กินสันก่อนแสดงอาการหลายปี ถ่ายภาพร่วมกับ
Perdita Barran นักวิจัย (ขวา)

Tito Kunath โทรหา Perdita Barran ในวันรุ่งขึ้นแล้วเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองได้ยินระห่างงานบรรยาย จากนั้นทั้งคู่ก็ออกตามหาหญิงผู้อ้างว่าสามารถได้กลิ่นของโรคพาร์กินสันจนพบ เธอผู้นี้มีชื่อว่า Joy Milne เธอแนะนำตัวให้ฟังว่า ที่จริงแล้วเธอเป็นนางพยาบาลเกษียณอายุที่อาศัยอยู่ในเมืองเพิร์ธ ใกล้กับเมืองเอดินเบอระ เรื่องของเรื่องคือ เธอสีงเกตพบกลิ่นแปลกๆจากตัวสามีของเธอ 10 ปีก่อนหน้าที่เขาจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสันในเวลาต่อมา ทว่าบัดนี้สามีเธอได้ล่วงลับไปแล้ว

Perdita Barran มีความสนใจความสามารถของ Joy Milne เป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางทีมวิจัยต้องการยืนยันความสามารถของเธอว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ซะก่อน ดังนั้นทางทีมงานจึงกำหนดการทำลองโดยคัดเลือกผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจำนวนหนึ่งแล้วนำมาปะปนกับกลุ่มคนที่ไม่เป็นพาร์กินสัน จากนั้นให้ใส่เสื้อยืดที่จัดไว้แล้วเข้านอน หลังจากนั้นก็นำเสื้อยืดที่ถอดมาจากร่างกายกลุ่มคนเหล่านั้น (ทำเครื่องหมายที่รู้เฉพาะทีมงานไว้แล้ว) มาให้ Joy Milne ลองดมดู

ผลออกมาน่าตกใจ เธอไม่เพียงแค่ระบุว่าเสื้อยืดตัวใดที่เป็นของผู้ป่วยพาร์กินสันอย่างถูกต้อง แต่เธอยังสามารถจัดอันดับความรุนแรงของโรคได้ด้วย นอกจากนี้ยังดมออกมาได้ด้วยว่าเสื้อตัวไหนมาจากคนๆเดียวกันแต่นำมาให้กม 2 รอบ

ความผิดพลาดระหว่างการทดลองเกิดขึ้นรายเดียว Joy Milne ระบุตัวผู้ป่วยพาร์กินสันแต่ปรากฏว่าคนๆนี้ทีมงานพามาจากกลุ่มที่ไม่ป่วย ตอนแรกก็นึกว่า Joy Milne จะพลาด แต่ในเวลาต่อมาเมื่อนำคนผู้นั้นไปตรวจละเอียด ผลออกมากลายเป็นว่าป่วยเป็นพาร์กินสันจริงๆเพียงแต่อาการยังน้อยมาก

การทดลองนี้ทำให้ Perdita Barran เกิดความคิดที่ทำให้ความสามารถของ Joy Milne แพร่ออกไปเป็นสากล นั่นคือพยายามแยกแยะหาให้ได้ว่า โมเลกุลของสารประกอบใดกันแน่ในกลิ่นตัวผู้ป่วยที่เป็นสัญลักษณ์เฉพาะของโรคนี้ โดยมี Joy Milne คอยเป็นผู้ช่วย และในเบื้องต้นจากการใช้เครื่องมือ Gas chromatography mass spectrometry  หรือ GC-MS ทีมงานก็พบว่าสารประกอบนี้อยู่ในไขมันบนชั้นผิวหนังของผู้ป่วย เมื่อรู้ดังนร้แล้วจากนี้ไปก็อาจมีการพัฒนาวิธีการใหม่ๆในการตรวจหาโรคพาร์กินสันเพื่อรักษาให้หายหรือบรรเทาอาการเสื่อมของเซลล์ล่วงหน้าก่อนที่เซลล์จะเสียหายจริงจังในอีกหลายปี ความสามารถของ Joy Milne นี้ยังใช้ส่งต่อไปสู่นักดมกลุ่นอื่นๆที่ทำงานอยู่ในวงการอุตสากรรมน้ำหอมและอาหารให้มาช่วยเหลือเรื่องนี้ได้ด้วย และแน่นอนว่าสามารถใช้ฝึกสอนให้สุนัขรับรู้และใช้งานมันต่อไปเป็นวงกว้าง

งานศึกษาชิ้นนี้ ตีพิมพ์ลงในวารสาร ACS Central Science
เรียบเรียงโดย @MrVop