รูโหว่โอโซนในชั้นบรรยากาศโลก หดแคบลงที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ แต่ยังคงไม่ปิดสนิท

ก๊าซโอโซน (O₃) ก๊าซพิษที่มีอะตอมของอ๊อกซิเจน 3 อะตอมต่อ 1 โมเลกุล มีฤทธิ์ในการทำลายสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดและก๊าซนี้ถูกใช้ประโยชน์ในการฆ่าเชื้อโรคในวงการอุตสาหกรรมอาหาร ผลิตน้ำดื่ม ถูกเข้าใจผิดในสำนวนไทยตลอดมาที่ว่าชวนกันไป “สูดโอโซน” นั้นมีความหมายว่าไปสูดอากาศบริสุทธิ์ แต่หากสูดเข้าไปจริงๆคงไม่รอด

แต่ในอีกด้านหนึ่ง โอโซนกลับมีประโยชน์ต่อโลกใบนี้อย่างมหาศาล โอโซนจะจับตัวกันหนาแน่นในชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ (Stratosphere) ที่ระดับความสูงระหว่าง 10 – 50 กิโลเมตรจากผิวโลก ทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกัน ปกป้องพืชและสัตว์รวมทั้งมนุษย์เราจากรังสีอันตรายต่างๆที่มาจากอวกาศ เช่น รังสีอัลตร้าไวโอเลตบี (UV-B) ซึ่งเป็นรังสีที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและธรรมชาติหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป รวมทั้งรังสีแกมมาจากอวกาศห้วงลึก

ก่อนหน้านี้ตลอดช่วงทศวรรษที่ 70-80 ชั้นของโอโซนในบรรยากาศโลกถูกทำลายอย่างรุนแรงจากสาร CFC หรือสารคาร์โรฟลูออโรคาร์บอนที่มนุษย์ผลิตขึ้นมาและใช้งานอย่างแพร่หลายในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ แอร์รถยนต์ กระป๋องสเปรย์ สาร CFC นี้เมื่อลอยขึ้นไปถึงชั้นโอโซนก็จะเกิดการกัดกร่อนทำลายจนเกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่โดยจุดที่ชัดเจนที่สุดคือรูโหว่โอโซนที่ขั้วโลกใต้ จนเป็นที่วิตกกังวลกันว่าอีกไม่นานโลกจะต้องรับอันตรายจากรังสีตอวกาศ่างๆเมื่อไร้เกาะป้องกัน

ในที่สุดนานาประเทศก็ตกลงลงนานในพิธีสารมอนทรีออลในปี 1987 เพื่อจำกัดการใช้สาร CFC รวมทั้งสารคลอรีนและโบรมีนซึ่งก็มีฤทธิ์ในการทำลายโอโซนเช่นกัน และก็ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกในการลดการใช้งานสารเคมีตัวนี้ลงและหาทางใช้เคมีอื่นทดแทน

ธรรมชาติก็ได้ฟื้นตัวของมันเองอย่างช้าๆ ล่าสุดหลังจากผ่านไป 32 ปี รูโหว่โอโซนขนาดใหญ่ที่ขั้วโลกใต้ก็หดแคบลงอย่างชัดเจน จากการปล่อยยาน Sentinel-5P ที่ติดเซนเซอร์ตรวจจับโอโซนโดยองค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA พบว่าขนาดของรูโหว่โอโซนหดเล็กลงจริง แต่ก็มีเรื่องน่าแปลกใจที่ยังพบสารคลอรีนและโบรมีนในชั้นบรรยากาศด้วยแม้ CFC จะลดลงไปแล้ว คาดว่าการเพิ่มขึ้นของโอโซนอาจมาจากสาเหตุทางธรรมชาติอื่นๆที่เรายังไม่เข้าใจด้วยนอกเหนือไปจากลดการใช้เคมีตามพิธีสารมอนทรีออล

เรียบเรียงโดย @MrVop