วัคซีนโรคโควิด-19 ที่เป็นผลงานร่วมกันของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) และบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพโมเดอร์นา เทอราพิวติกส์ (Moderna Therapeutics) ซึ่งได้มีการทดสอบวัคซีนในมนุษย์เป็นครั้งแรกของโลกที่ศูนย์วิจัยแห่งหนึ่งในนครซีแอตเทิลเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมาโดยข้ามการทดลองในสัตว์ไป ได้ประกาศผลออกมาแล้วว่าเป็นบวก ท่ามกลางข้อกังขาของเหล่านักวิชาการ

วัคซีนนี้มีชื่อว่า mRNA-1273 ชื่อของวัคซีนมากจากวิธีการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพโมเดอร์นา นั่นคือการใช้สารพันธุกรรมของไวรัสโรคโควิด-19 ที่เรียกว่า “เมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอ” (mRNA) บางส่วน ซึ่งชิ้นส่วนของสารพันธุกรรมนี้จะไม่ก่อโรคเมื่อฉีดเข้าไปในร่างกาย แต่จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของผู้รับวัคซีนสร้างแอนติบอดีที่ใช้ต่อสู้กับไวรัส

บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพโมเดอร์นา แถลงข่าวผลการทดลอว่าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของอาสาสมัครชุดแรกทั้ง 8 คน จาก 45 คน สามารถสร้างแอนติบอดีที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับสารภูมิต้านทานของคนไข้ที่หายป่วย ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยปริมาณของแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นจะแปรผันไปตามปริมาณของวัคซีนที่ฉีด

การวิจัยครั้งนี้ไม่ได้มีการตีพิมพ์ผลตามขั้นตอนลงในวารสารทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดข้อกังขามากมายจากนักวิชาการในหลายแง่มุมเช่นผลลัพธ์ของอาสาสมัครอีก 37 คนหายไปไหน ทำไมมีผลเฉพาะ 8 ใน 45 คนเท่านั้น เป็นต้น ส่งผลให้หุ้นของโมเดิร์นาที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าเมื่อขานรับข่าวดีกลับตกลงมาเทื่อปิดตลาด

ทางเจ้าหน้าที่ของจากสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐฯก็ไม่ได้ออกมาให้ข่าวใดๆ สร้างความกังขาให้สาธารณชนว่าสุดท้ายแล้ววัคซีนนี้สามารถเป็นความหวังได้จริงหรือไม่

อ้างอิง https://www.forbes.com/sites/alexandrasternlicht/2020/05/19/scientists-raise-questions-about-moderna-vaccine-in-market-shaking-report/

เรียบเรียงโดย @MrVop