เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 62 ที่ผ่านมาตามเวลาสากล มีกิจกรรมฉลองครบรอบ 50 ปีก้าวแรกของมนุษย์บนผิวดวงจันทร์ของโครงกาลอะพอลโลจากสหรัฐฯ อีก 2 วันต่อมาอินเดียส่ง “จันทรรายาน-2” ออกจากโลกเพื่อทำสถิติให้ได้เป็นชาติที่ 4 ที่ได้สัมผัสผิวดวงจันทร์ขณะที่ ณ ฟากด้านไกลของดวงจันทร์เวลานี้ก็มียานสำรวจ “ฉางเอ๋อ-4” ของจีน จอดอยู่

คำถามคือ “เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ดีๆ ดวงจันทร์กลับมาฮิตติดเทรนด์หลังจากถูกทิ้งไม่มีใครเหลียวแลมาหลายสิบปี?”

ในระบบสุริยะเรานั้น ดาวเคราะห์หนึ่งเดียวที่ชัดเจนที่ถูกเลือกเอาไว้ว่าน่าจะเป็นที่ๆมนุษย์สามารถขึ้นไปตั้งอาณานิคมอยู่ได้คือดาวอังคาร เนื่องจากมีสภาพคล้ายโลกมากกว่าดาวเคราะห์อื่นใดทั้งหมด ดาวอังคารมีฤดูกาล มีบรรยากาศแม้จะเป็นอากาศแบบบางมากๆและหนาวเย็น มีกลางวันกลางคืนคล้ายโลกคือ 1 วันมี 24 ชั่วโมงเศษๆ แตกต่างจากดวงจันทร์ที่มีสภาพทารุณไม่ต่างจากการที่นักบินอวกาศออกไปอยู่นอกสถานีอวกาศเท่าไร กลางวันบนดวงจันทร์นั้นยาวนานถึง 13.5 วันบนโลกและมีแต่แดดล้วนๆที่ร้อนจัดถึง 127°C กลางคืนก็ยาวนานถึง 13.5 วันเช่นเดียวกันแถมยังมีอุรหภูมิต่ำมาก คือ -173 °C

ข้อเสียเปรียบข้อเดียวของดาวอังคารและเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของดวงจันทร์คือ “ระยะทาง” ซึ่งเที่ยวบินไปดาวอังคารที่มีมนุษย์โดยสารไปด้วยอาจต้องใช้เวลาเดินทางจากโลกนานถึงครึ่งปี เปรียบเทียบกับเวลาเพียง 3 วันหากอยากจะพามนุษย์เดินทางไปดวงจันทร์ ลองนึกถึงการ “ติดคุก” นานครึ่งปีในที่แคบๆ แน่นอนว่าเป็นฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากเจอ

อุณหภูมิกลางวันกลางคืนที่แตกต่างกันถึง 300 °C บนดวงจันทร์เป็นเรื่องอันตรายมาก มันทำให้อุปกรณ์ต่างๆมีอายุสั้นจากการยืดและหดด้วยผลของอุณหภูมิ ที่ผ่านมาจึงมีการสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ในบริเวณที่อุณหภูมิคงที่กว่านี้ และในที่สุดก็พบว่า “บริเวณขั้วใต้” ของดวงจันทร์มีสภาพที่เหมาะสมกว่าบริเวณอื่น แถมยังพบว่ามี “น้ำแข็ง” จำนวนมากอยู่ในหลุมอุกาบาตที่มีไม่เคยโดนแดดเลย การมี “น้ำ” คือข่าวดีที่จะปูทางไปสู่สิ่งอื่น

ขั้วใต้ดวงจันทร์จึงกลายเป็นจุดนัดพบที่สารพัดโครงการจากประเทศต่างๆทั่วโลกที่มีศักยภาพมากพอ ต่างมุ่งหมายจะมาสำรวจและวางแผนยาวถึงขั้นตั้งอาณานิคม (ดูภาพประกอบบทความด้านบนคือภาพฝันขององค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA ในการสร้างที่อยู่ถาวรบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์นี้)

สหรัฐฯนั้นถูกแรงผลักดันแกมบังคับของประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45  นายโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ NASA ต้องทำโครงการ “อาเทมิส”ให้สำเร็จใน 5 ปี นั่นคือการนำมนุษย์ 2 นาย 2 เพศ กลับไปเหยียบผิวดวงจันทร์บริเวณขั้วใต้ให้ได้ในปี 2024

NASA วางแผนว่าจะสร้างสถานีอวกาศขนาดเล็กโคจรรอบดวงจันทร์ในชื่อ “เกตเวย์” ใน 2 ปีจากนี้เพื่อเป็นจุดอำนวยความสะดวกให้่นักบินอวกาศในโครงการ “อาเทมิส” ของตน

อินเดียที่ส่ง “จันทรายาน-2” ไปเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ก็มีจุดลงจอดที่ขั้วใต้ดวงจันทร์เช่นเดียวกันและถัดจากนี้จะมีโครงการ “จันทรายาน-3” ร่วมกับญี่ปุ่นเพื่อสำรวจขั้วใต้ดวงจันทร์อย่างจริงจังต่อไป

ทางจีนก็เตรียมส่งยานอีกหลายลำตามหลัง “ฉางเอ๋อ-4” ไปเก็บตัวอย่างดวงจันทร์กลับโลกและคาดว่าช่วงปี 2030’s อาจมีการตั้งอาณานิคมที่ขั้วใต้ดวงจันทร์ด้วยในชื่อ “Lunar Palace” ด้วย

ส่วนรัสเซีย ประเทศแรกของโลกที่ส่งยานไปแตะผิวดวงจันทร์ในสมัยเป็นโซเวียต และเลิกสนใจดวงจันทร์ไปหลายสิบปีหลังส่งยานลำสุดท้ายของรัสเซียในทศวรรษ 70 คือ Luna-24  ก็มีแผนจะกลับมาร่วมแจมการสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์อีกครั้ง โดยเตรียมโครงการ Luna-25 เอาไว้ไม่ให้น้อยหน้าใคร

นอกจากหน่วยงานรัฐบาลประเทศต่างๆที่มุ่งจะไปดวงจันทร์ ยังมีกลุ่มบริษัทเอกชนอีกจำนวนมากเช่น Astrobotic, Moon Express, Blue Origin และ ispace envision  รวมทั้ง SpaceX ที่หมายหมั้นปั้นมือจะส่งยานแลนเดอร์ไปสัมผัสผิวดวงจันทร์กับเขาบ้าง นี่ไม่รวมรายย่อยของประเทศเล็กอีกหลายราย

และแล้ว ดวงจันทร์ก็กลับมาเนื้อหอมอีกครั้ง

เรียบเรียงโดย @MrVop