ดวงจันทร์หันฝั่งที่เป็นรอยรูปกระต่ายหาโลกเราตลอดเวลา เป็นหน้าตาดวงจันทร์ที่เราคุ้นเคย เราเรียกว่าฝั่งใกล้โลก ส่วนอีกฝั่งนั้นเราจะไม่มีวันได้เห็นถ้าไม่นำยานอวกาศออกไปถ่ายภาพมาดู แล้วเราจะแปลกใจที่ฝั่งด้านหลังของดวงจันทร์หรือฝั่งไกลโลกนั้นนอกจากมีหน้าตาที่ไม่มีอะไรเหมือนฝั่งใกล้โลกแล้ว ความหนาของเปลือกดาวฝั่งนั้นก็แตกต่างออกไปด้วย เรียกว่าเป็นความ อสมมาตรของดวงจันทร์ (Moon asymmetry)

ที่แล้วมามี 2 แนวคิดที่พยายามอธิบายเรื่องความอสมมาตรของดวงจันทร์นี้ แนวคิดแรกบอกว่าสมัยเริ่มแรกนั้น โลกเรามีดวงจันทร์ 2 ดวงที่ยังร้อนระอุ ผิวดวงจันทร์เต็มไปด้วยหินที่ยังไม่แข็งตัว และในจังหวะหนึ่ง ดวงจันทร์ทั้ง 2 ดวงก็โคจรมาพบกันแล้วเกิดการหลอมรวมกันขึ้นมาเป็นดวงจันทร์ขนาดใหญ่ดวงเดียว

อีกแนวคิดหนึ่งบอกว่าดวงจัทร์สมัยเริ่มแรกถูกชนที่ด้านฝั่งใกล้โลกด้วยวัตถุขนาดดาวเคราะห์แคระดวงหนึ่ง ขนาดและความเร็วในการชนทำให้เนื้อดวงจันทร์บางส่วนกระจายออกไปในด้านตรงข้ามแล้วตกกลับลงมา นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฝั่งไกลโลกของดวงจันทร์จึงมีเปลือกดาวที่หนากว่า

ล่าสุดมีงานวิจัย [กดอ่าน] สนับสนุนแนวคิดข้อหลังนั่นคือความอสมมาตรของดวงจันทร์เกิดจากการเข้าชนของดาวเคราะห์แคระ ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Geophysical Research: Planets เมื่อวันที่ 20 พ.ค.62 ที่ผ่านมา ระบุว่าจากการสำรวจของยานอวกาศ Gravity Recovery and Interior Laboratory (GRAIL) ของ NASA เมื่อปี 2012 พบความแตกต่างของระดับความหนาของเปลือกดาวที่ทีมวิจัยสามารถนำข้อมูลมาคำนวนได้ว่า ดาวเคราะห์แคระที่เข้าชนดวงจันทร์นั้นน่าจะมีจริง ประมาณขนาดได้ 2 แบบคือขนาดของดาวเคราะห์แคระ 780 กิโลเมตรเข้าชนดวงจันทร์ด้วนความเร็ว 22,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือไม่ก็เป็นขนาด 720 กิโลเมตรเข้าชนดวงจันทร์ด้วนความเร็ว 24,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งก่อให้เกิดผลแบบเดียวกันคือทำให้ฝั่งไกลของดวงจันทร์มีเปลือกหนากว่าฝั่งใกล้ 9.7 กิโลเมตร

แล้วที่สำคัญคือดาวเคราะหแคระดวงที่เข้าชนดวงจันทร์นี้ไม่ใช่ดวงจันทร์ดวงที่ 2 แน่นอน มันต้องเป็นดาวเคราะห์แคระที่โคจรอยู่อย่างอิสระรอบดวงอาทิตย์แล้วเปลี่ยนทิศทางเข้ามาชนดวงจันทร์ เหตุผลคือเราพบไอโซโทปของโปแตสเซียม และพบแร่หายากคือทังสเตน -182 เป็นหลักฐาน ทั้งเพราะดวงจันทร์ทีต้นกำเนิดที่แยกตัวออกไปจากโลก แร่ธาตุบนดวงจันทร์กับโลกเราจึงเหมือนกัน การพบแร่แปลกๆจำนวนมากก็น่าจะมาจากแหล่งอื่น นั่นคือดาวเคราะห์แคระที่มาจากคนละวงโคจรนั่นเอง

เรียบเรียงโดย @MrVop