เมื่อ 160 ปีก่อน (ค.ศ.1859) นักสำรวจชาวอังกฤษ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ ได้พบแมลงขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งระหว่างการสำรวจหมู่เกาะโมลุกกะหรือมาลูกูของอินโดนีเซีย วอลเลซได้เฝ้าสังเกตแมลงนั้นระหว่างที่พักในเกาะบากาน โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรในครั้งแรก แต่ก็ได้บรรยายลักษณะไว้ว่าแมลงที่เขาพบนั้นมันดูคล้ายตัวต่อสีดำที่มีเขี้ยวขนาดใหญ่เหมือนเขี้ยวของด้วงคีม จากนั้นก็ได้เก็บตัวอย่างซึ่งเป็นเพศเมียเอาไว้ ในอีกปีหนึ่งต่อมานักกีฏวิทยาชาวอังกฤษ เฟดเดอริก สมิธ ก็ได้มาศึกษาต่อและพบว่าแมลงที่วอลเลซพบนั้นที่จริงแล้วเป็นผึ้งป่าชนิดหนึ่ง ที่นับได้ว่าเป็นผึ้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จึงได้เรียกชื่อผึ้งนั้นว่า “ผึ้งยักษ์ของวอลเลซ” (wallace’s giant bee) และก็เป็นที่รู้จักกันในชื่อนี้นับแต่นั้นมา

ผึ้งยักษ์ของวอลเลซ ได้รับชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Megachile pluto มันมีขนาดใหญ่กว่าผึ้งทั่วไปถึง 4 เท่า คือ สามารถกางปีกได้กว้างถึง 2½ นิ้วหรือ 6.35 ซ.ม. เมื่อโตเต็มที่ ตัวเมียมีขนาดลำตัวยาว 1.5นิ้ว หรือ 3.8 ซ.ม. ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่านั้น คือลำตัวยาวได้ไม่เกิน 0.9 นิ้วหรือ 2.3 ซ.ม. อาศัยอยู่ในรังปลวกร้างโดยตัวเมียจะเก็บยางไม้มาก่อเป็นช่องสำหรับฟักไข่และเลี้ยงลูกอ่อน

หลังการค้นพบของวอลเลซ ก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นผึ้งชนิดนี้อีกเลยเป็นร้อยปีจนเชื่อกันว่า
ผึ้งยักษ์ของวอลเลซนั้นสูญพันธุ์ไปแล้ว จนล่วงเข้าปี 1981 นักวิจัยชาวอเมริกันแอดัม แคทเทิน เมเซอร์ ก็ได้สังเกตเห็นผึ้งยักษ์ตัวผู้และตัวเมียหลายตัวระหว่างสำรวจเกาะ 3 เกาะางเหนือของหมู่เกาะมาลูกูอีกครั้ง และยืนยันว่ามันคือผึ้งยักษ์ของวอลเลซที่ไม่มีผู้ใดพบเห็นยาวนาน

หลังจากครั้งนั้น ข่าวการพบผึ้งยักษ์ชนิดนี้ก็เงียบหายกันไปอีกนานถึง 4 ทศวรรษ จนล่วงเข้าเดือนมกราคม 2019 หรือช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้เอง เมื่อทีมนักชีววิทยาชาวอเมริกันแคนาดาและออสเตรเลียที่ได้เดินทางไปศึกษาสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตต่างๆในหมู่เกาะมาลูกูเหนือก็ได้พบกับผึ้งยักษ์ของวอลเลซเข้าอีกครั้ง รอบนี้ทีมงานได้ถ่ายคลิปวิดีโอและจับตัวมันเป็นๆเอาไว้ด้วย ทีมนักวิจัยตื่นเต้นมาก เคลย์ โบลท์ ช่างภาพบรรยายถึงเส้นทางการค้นพบว่าต้องเดินเข้าไปในป่าที่ตลบอบอวลด้วยกลิ่นของกานพลูและลูกจันทน์เทศ และเมื่อพบมันครั้งแรกเขาต้องตะลึงกับขนาดที่ใหญ่โตและเสียงปีกที่ดังไปในอากาศขณะผึ้งยักษ์กำลังบินผ่านหัวเขาไป

ธรรมชาติมีเรื่องให้แปลกใจได้เสมอ ต่อไปก็ไม่แน่ว่าเราอาจได้พบสายพันธุ์โบราณอื่นๆอีกในพื้นที่ๆยังไม่มีมนุษย์เข้าไปรบกวน

ที่มา sci-news.com
เรียบเรียงโดย @MrVop