การลุกโชติช่วง หรือ Solar Flare หรือเปลวสุริยะ คือการลุกจ้าอย่างทันทีทันใด ปลดปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแรงสูงทุกช่วงคลื่นออกมาจากบริเวณจุดมืดบนดวงอาทิตย์ รวมท้งอนุภาคมีประจุจำนวนมหาศาลและบางครั้งก็ปลดปล่อยมวลสารโคโรนาหรือ CME ออกมาด้วย เปลวสุริยะครั้งสำคัญๆในประวิตศาสตร์ที่ก่อความเสียหาย มีดังนี้

  • วันที่ 1 กันยายนปี 1989 ทำให้การสื่อสารในยุคนั้นคือโทรเลขหยุดชะงักไปทั่วโลก มีรายงานการเกิดเพลิงลุกไหม้สายโทรเลขด้วย เรียกว่าเหตุการณ์ Carrington
  • วันที่ 4 สิงหาคม 1972 ทำให้ระบบโทรศัพท์ทางไกลระหว่างรัฐของสหรัฐฯเสียหายจนบริษัท AT&T ต้องออกแบบระบบป้องกัยขึ้นมาในภายหลัง เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเกิดขึ้นระหว่างเที่ยวบินอพอลโล 16 และ อพอลโล  17 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์อธิบายถึงความโชคดีที่ไม่ตรงเวลากับการเดินทางของนักบินอวกาศ มิเช่นนั้นอาจประสบเหตุถูกรังสีจากดวงอาทิตย์ถึงขั้นเสียชีวิต
  • วันที่ 13 มีนาคม 1989 ทำให้เกิดไฟฟ้าดับคร้้งมโหฬารในประเทศแคนาดา ประชาชนกว่า 6 ล้านคนต้องอยู่ในความมืดมิดนานถึง 9 ชั่วโมง
  • วันที่ 14 กรกฏาคม 2000ทำให้ดาวเทียมเสียหายหลายดวง  เรียกว่าเหตุการณ์  Bastille Day

ล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโคโลราโด วิทยาเขตโบลเดอร์ในสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยลงในวารสาร Space Weather  ระบุว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1972 ขณะที่กำลังเกิดเปลวสุริยะ ลูกเรือประจำเครื่องบินลาดตระเวนของกองกำลังปฏิบัติการ 77 ของกองทัพสหรัฐฯ ได้พบเห็นเหตุระเบิดขึ้นมาจากใต้น้ำ 20-25 ครั้งติดต่อกัน ภายในเวลาราว 30 วินาที ที่บริเวณสนามทุ่นระเบิดในทะเลนอกเกาะเฮินลา เมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของเมืองไฮฟอง ประเทศเวียดนาม (ดูเอกสารของกองทัพฯ) ทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นทุ่นระเบิดใต้น้ำ ชนิดทำงานด้วยแม่เหล็ก ของกองทัพเรือสหรัฐฯที่วางไว้เพื่อดักทำลายกองกำลังฝ่ายเวียดนามเหนือโดยตั้งเวลาให้ทำงาน 30 วันหลังจากนั้นแต่กลับทำงานขึ้นมาเองก่อนเวลา

 

หลังเกิดเหตุกองทัพเรือสหรัฐฯได้ดำเนินการสอบสวนครั้งใหญ่ แต่ไม่พบร่องรอยการลงมือใดๆของมนุษย์ ซึ่งทีมวิจัยตั้งข้อสมมุติฐานถึงการระเบิดของทุ่นใต้น้ำน่าจะมีสาเหตุมาจากอนุภาคพลังงานสูงที่เริ่มปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์1-2 วันก่อนการเกิดเปลวสุริยะครั้งใหญ่ ส่งผลให้สนามแม่เหล็กโลกที่ทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังตามธรรมชาติเกิดความเบี่ยงเบนมากจนผิดปกติขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อถึงเวลาเกิดเปลวสุริยะ อนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์จึงสามารถทะลุทะลวงบรรยากาศลงมาถึงพื้นโลกในโซนที่หันหาดวงอาทิตย์แนวตั้งฉาก ณ เวลานั้น ซึ่งก็คือทะเลเวียดนามนั่นเอง

เปลวสุริยะที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเวลาดังกล่าว เกิดขึ้นมาจากจุดมืด McMath 11976 บนดวงอาทิตย์ เอกสารของ NASA ระบุการกลับขั้วแม่เหล็กและการก่อตัวของพลังงานตังแต่ช่วงวันที่ 3 สิงหาคม (รายละเอียด) หลังเกิดสว่างวาบขึ้นมาในช่วงเวลาสั้นๆราว 5 วินาที จากนั้นก็เงียบลง แล้วจึงระเบิดพลังงานออกมาอย่างรุนแรง  ปลดปล่อยมวลโคโรนาหรือ CME ที่ใช้เดินทางมาถึงโลกภายในเวลาเพียง 14.6 ชั่วโมงเท่านั้น (ปกติต้องใช้เวลา  2-3 วัน กว่า CME ทั่วไปที่เกิดจากเปลวสุริยะขนาดธรรมดาจะมาถึงโลก) นี่คือที่มาของสาเหตุทั้งหมดดังกล่าว

ภาพล่างสุดแสดงตำแหน่งของจุดมืด McMath 11976 ต้นเหตุการเกิดเปลวสุริยะครั้งใหญ่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งขนาดของจุดมืดตามภาพนี้ใหญ่กว่าโลกเราเสียอีก

 

อ้างอิง https://phys.org/news/2018-11-massive-solar-eruptions-detonated-dozens.html
https://www.nasa.gov/mission_pages/stereo/news/stereo_astronauts.html
http://spaceweatherlivinghistory.org/timeline/31

เรียบเรียงโดย @MrVop