โลกร้อนสร้างปัญหาลุกลามไปทั่วทุกหนแห่งไม่เว้นแม้แต่ใต้ทะเล อุณหภูมิของน้ำที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการสูญเสียสาหร่ายที่ชื่อว่า ซูแซนเทลลี(Zooxanthellae)  สาหร่ายขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการัง เป็นผลให้เกิดปรากฏการณ์ “ปะการังฟอกขาว” ซึ่งแม้กระทั่งปะการังในแนวเกรทแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) ของออสเตรเลียก็ไม่พ้นไปจากหายนะนี้

ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังหาทางเยียวยาแนวปะการังยักษ์ที่สำคัญที่สุดในโลกโดยเตรียมตัวออกไปเก็บไข่เเละสเปิร์มของปะการังจำนวนมากที่ลอยอยู่เหนือบริเวณแนวปะการังเพื่อนำไปเลี้ยงให้เป็นตัวอ่อน จากนั้นเมื่อลูกปะการังโตพอ ทีมงานจะใช้หุ่นยนต์ใต้น้ำกึ่งบังคับอัตโนมัติ LarvalBot  นำลูกปะการังไปปลูกใต้ทะเล โดยเริ่มจากแนวปะการัง Vlasoff Reef นอกฝั่งเมืองแคร์สของออสเตรเลียโดยเรียกวิธีการนี้ว่า  “Larval restoration”

โครงการนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ทีมงานกลับต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อให้เเน่ใจว่าสามารถนำลูกปะการังลงไปปลูกได้อย่างรวดเร็วเท่าที่จะทำได้เพื่ออนุรักษ์แนวปะการังเอาไว้ เนื่องจากปัญหาปะการังฟอกขาวลุกลามไปรวดเร็วมาก  แนวปะการังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อระบบนิเวศวิทยาเเละเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลอย่างน้อย 1 ใน 4 ของทั้งหมด หากเราสูญเสียแนวปะการังไป สัตว์ทะเลอื่นๆจะทยอยสูญพันธุ์ตามไปด้วย

แนวปะการังยักษ์ของออสเตรเลียมีขนาดใหญ่เกือบเท่ากับขนาดของประเทศอิตาลี หรือ ญี่ปุ่น และพบว่ามีวาฬเเละโลมาราว 30 สายพันธุ์อาศัยตามบริเวณแนวปะการังนี้ การใช้ห่นยนต์ซึ่งไม่รู้จักเหน็ดเหนื่ยลงไปทำงานนี้จึงถือว่าเป็นหนทางนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือธรรมชาติอย่างสำคัญ โดยเฉพาะหุ่น LarvalBot ซึ่งถือกำเนิดมาจากหุ่น COTSbot ในช่วงก่อนปี 2016 และพัฒนาต่อมาเป็นหุ่นยนต์ RangerBot ทีทำหน้าที่กำจัดดาวมงกุฎหนามที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของปะการัง แต่เมื่อปัญหาปะการังฟอกขาวรุนแรงขึ้น หุ่นยนต์มือสังหารอย่าง RangerBot จึงต้องเปลี่ยนชื่อมาเป็น LarvalBot  และมาทำหน้าที่ฟื้นฟูปะการังแทนหน้าที่เดิม  แต่ไม่ว่าตั้งชื่อว่าอะไร หุ่นยนต์ทำงานใต้น้ำสีเหลืองนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ที่เห็นได้ชัดถึงการใช้วิทยาการไปเยียวยาธรรมชาติ ครบวงจรการรับผลที่ธรรมชาติเสียหายก็เพราะวิทยาการของมนุษย์เป็นหนึ่งในเหตุสำคัญ

เรียบเรียงโดย @MrVop