เดือนกรกฎาคม 62 ที่ผ่านมา กลายเป็นเป็นเดือนที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมาถึงจุดสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกสถิติกันมาในรอบ 140 ปี

NOAA หรือสำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา แถลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่่ผ่านมาว่า เดือนกรกฎาคมที่เพิ่งผ่านไปปีนี้ ถือเป็นเดือนร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึกเอาไว้ย้อนหลังไปถึงค.ศ. 1880  โดยค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกขึ้นไปอยู่ที่ 16.75°C สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิตลอดศตวรรษที่ 20 เกือบ 1°C

( ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกตลอดศตวรรษที่ 20 คือ15.8°C หมายถึงเดือนกรกฏาคม 62 ร้อนกว่า ถึง 0.95 °C )

หลายพื้นที่ทั่วโลกถูกคลื่นความร้อนเข้าปกคลุม ทำให้ปริมาณน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ โดยมีระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 19.8 เลวร้ายกว่าสถานการณ์เมื่อปี ค.ศ. 2555 เสียอีก น้ำแข็งในทะเลทั้งในแถบอาร์กติกและแอนตาร์กติกมีระดับต่ำสุดในรอบ 41 ปี รวมทั้งเกิดปรากฏการณ์น้ำแข็งบน เกาะกรีนแลนด์ละลายนับร้อยล้านล้านตัน

ในปีที่แล้ว (2561) คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก ร่วมกันออกแถลงการขอความร่วมมือและเน้นว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะต้องหยุดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกินระดับที่กำหนดไว้คือ 1.5 °C ให้ได้ และเวลานี้เราก็ได้เห็นผลของ 1 °C แล้วว่ารุนแรงแค่ไหน หากไปถึง 1.5 °C แน่นอนว่าโลกอาจจะแย่เกินรับไหว

ที่มา https://www.livescience.com/july-hottest-month-ever-record-climate-change.html

เรียบเรียงโดย @MrVop