ในงาน CES 2015 มี product นึงที่ลุงยกให้เป็นที่หนึ่งของงานปีนี้ นั่นคือมอ’ไซด์ ไฟฟ้ายี่ห้อ Gogoro

Gogoro ไม่ใช่แค่มอไซด์ไฟฟ้า แต่เป็น Business Model ใหม่ด้วย หาก Gogoro ทำตลาดได้สำเร็จ นี่อาจจะเป็นการเปลี่ยนวงการมอไซด์ทั้งโลกได้เลย

ปกติแล้ว มอไซด์ หรือรถยนต์ไฟฟ้า (หรือแม้แต่ไฮบริด) จะมีราคาสูง เนื่องจากแบตเตอรี่มีราคาแพง ยิ่งถ้าต้องการกำลังที่สูง วิ่งได้เร็วก็ยิ่งแพง

และสิ่งที่น่าเซ็งคือมอไซด์ไฟฟ้ามักไม่ใช่ไฮบริด จึงไม่สามารถใช้เครื่องยนต์ชาร์ตแบตขณะวิ่งได้เหมือนกับรถยนต์ไฮบริด การเดินทางไกลแทบเป็นไปไม่ได้ หรือแม้ใช้ในเมือง ก็ต้องคอยดูแลและวางแผนใช้งานอย่างรอบคอบ เพราะหากแบตหมด การชาร์ตแบตจะใช้เวลานานมากกว่าจะเต็ม ไม่เหมือนการเติมน้ำมัน

Gogoro ออกแบบ Business Model เพื่อลดข้อจำกัดทั้งสองข้อนี้ มอไซด์ Gogoro ออกแบบมาเพื่อให้ “ถอดเปลี่ยน” แบตเตอรี่ได้ ดังนั้นไม่ต้องเสียเวลาชาร์ต เพียงแค่เปลี่ยนแบตก็วิ่งต่อได้

การเปลี่ยนแบตได้อย่างเดียวไม่แก้ปัญหา เพราะถ้าต้องแบกแบตสำรองไปด้วย ก็ยิ่งไม่สะดวก และหากต้องซื้อแบตสำรองก็ยิ่งทำให้ผู้ใช้ต้องจ่ายแพงกว่าเดิมอีก เนื่องจากแบตเตอรี่มีราคาสูง Gogoro เลยออกแบบ “สถานีแบตเตอรี่” ออกมา (บริการเหมือนปั๊มน้ำมัน) พอแบตหมด ก็แวะไปที่ สถานีแบต แล้วก็เปลี่ยนแบตเพื่อวิ่งต่อได้

Business Model ที่ใช้ในการใช้บริการสถานีแบตนี้ใช้เหมาจ่ายรายเดือน ดังนั้นก็เหมือนกับเป็นการเช่าใช้ Battery นั่นเอง หมดก็มาเปลี่ยนตัวใหม่ไป ตัวเก่าก็ชาร์ตต่อให้คนอื่นใช้ต่อไป การขายรถก็เลยขายได้ถูก เพราะไม่รวมค่าแบตเตอรี่ แต่ผู้ใช้ไปเสียค่าใช้บริการสถานีแบตเป็นรายเดือนเหมาจ่ายแทน

แถมรถ Gogoro ก็ยังฉลาดเป็นรถมอไซด์ “smart” คือดูตลอดเวลาว่าการใช้งานของคุณเป็นอย่างไร แบตน่าจะหมดเมื่อไร คาดเดาได้ว่าคุณน่าจะต้องไปแวะเปลี่ยนแบตที่สถานีไหน ทางสถานีก็ทราบล่วงหน้าว่าน่าจะมีรถเข้ามาเปลี่ยนแบตตอนไหน กี่คัน ทำให้สามารถชาร์ตแบตได้แบบประหยัดพลังงาน

ลุงชอบบริษัทที่คิด Business Model ใหม่ๆแบบนี้มาก เพราะเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆด้วยวิธีการใหม่ๆ เหมือนตอนที่ iPhone ตัวแรกออกมา แล้ว Apple ให้ AT&T ล็อกเครื่อง เพื่อคิดค่าผูกสัญญา จึงทำให้ขายในราคาที่คนรับไหว Gogoro ก็เหมือนกัน ทำให้รถไฟฟ้ามีข้อจำกัดน้อยลงมากจาก Business Model ที่ยอดเยี่ยมนี้

ไปดูวิดีโอกันเองว่ามันทำงานยังไง
https://www.youtube.com/watch?v=2DG8h8fs8Jw