สองทศวรรษที่ผ่านมา ทั่วโลกพยายามรณรงค์ในการลดการใช้สาร CFC ทั้งในระบบปรับอากาศและสเปรย์กระป๋อง และในที่สุดก็มีข่าวดี เมื่อดาวเทียมตรวจพบว่ารูโหว่โอโซนขนาดมหึมาที่ขั้วโลกใต้ ได้หดเล็กลงจนน่าพอใจ

ท่ามกลางข่าวร้ายจากโรคระบาด COVID-19 ทั่วโลกในเวลานี้ ก็ยังพอมีข่าวดีให้ชื่นใจ เมื่อผลการตรวจวัดขนาดรูโหว่โอโซนเหนือขั้วโลกใต้เมื่อวันที่ 8 กันยายน 62 ที่ผ่านมา พบว่าลดขนาดลงเหลือเพียง 16.4 ล้านตารางกิโลเมตร ถือว่าเล็กที่สุดในหากเทียบกับขนาดรูโหว่นี้ตั้งแต่ปี 1982 เป็นต้นมา

ผลการรณรงค์จากนานาประเทศหลังพิธีลงนามในสารมอนทรีออลเมื่อปี 1987 เพื่อจำกัดการใช้สาร CFC รวมทั้งสารคลอรีนและโบรมีนซึ่งก็มีฤทธิ์ในการทำลายโอโซนเริ่มส่งผลชัดเจนแล้ว เป็นหลักฐานหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าหากทั่วโลกร่วมแรงร่วมใจกันจริงๆ ก็อาจลดความเปลี่ยนแปลงในทางเลวร้ายของธรรมชาติได้

อย่างไรก็ตาม แม้ชั้นโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ตอนบน เริ่มแสดงสัญญาณการฟื้นตัวแต่โอโซนในสตราโตสเฟียร์ตอนล่างก็ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลที่ไม่ชัดเจน ซึ่งล่าสุดมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดพบว่า ไอโอดีนจากมหาสมุทรอาจเป็นสาเหตุเรื่องนี้

ผลดีของการหดแคบลงของรูโหว่โอโซนนั้น ดร. อันทารา บาเนอร์จี ผู้นำทีมวิจัยจากองค์การบริหารงานด้านมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือโนอา (NOAA)  อธิบายว่าในอนาคตจะส่งผลให้เจ็ทสตรีมหรือกระแสลมกรดที่เคยเบี่ยงลงทางใต้ราว 1 องศาละติจูดทุก 10 ปีนับจากทศวรรษ 80 ก่อให้เกิดลักษณะภูมิอากาศแปรปรวนในซีกโลกใต้นั่นคือแล้งจัดเนื่องจากพายุถูกผลักออกจากชายฝั่ง ก็จะค่อยๆเปลี่ยนกลับมาเป็นดังเดิม นั่นคือในอนาคต ภัยแล้งจนก่อไฟป่ารุนแรงในออสเตรเลียก็จะค่อยๆลดลง ส่วนประเทศแถบอเมริกาใต้ตอนกลาง เช่นปารากวัย อุรุกวัย บราซิลตอนใต้ และอาร์เจนตินาตอนเหนือ อาจมีปริมาณฝนลดลงบ้างตรงข้ามกับชิลีและอาร์เจนตินาตอนใต้ที่จะมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น แต่ที่แน่ๆคือ ระดับความเข้มของรังสีอัลตราไวโอเลตในซีกโลกใต้ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ก็จะลดลง

อ้างอิง https://blogs.ei.columbia.edu/2020/03/27/ozone-treaty-stopped-jet-stream-drift-southern-hemisphere/

เรียบเรียงโดย @MrVop