สาหร่ายทุ่น หรือสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล ( Sargassum) นั้นได้เคยมีปรากฏในรายงานของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ขณะเดินเรือในมหาสมทรแอตแลนติกมาตั้งแต่คริสตวรรษที่ 15 ซึ่งนับวันขนาดของแพสาหร่ายก็ได้ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และล่าสุดพบว่าแพสาหร่ายยักษ์นี้มีขนาดกว้างไกลข้ามทวีปเลยทีเดียว

ทีมนักวิจัย USF College of Marine Scienceได้รายงานถึงการขยายขนาดของแพสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลหรือแพสาหร่ายทุ่นขนาดยักษ์ที่เรียกกันว่า Great Atlantic Sargassum Belt (GASB) ในมหาสมุทรแอตแลนติก โดยเริ่มการสำรวจขนาดของแพสาหร่ายตั้งแต่ปี 2011 จนเมื่อปีที่แล้วหรือปี 2018 แพสาหร่ายยักษ์หรือ GASB นี้วัดขนาดล่าสุดได้ยาวถึง 8,500 กิโลเมตร ทอดยาวจากชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟฟริกายาวทะลุเข้าไปถึงในอ่าวเม็กซิโก ประเมิณน้ำหนักสาหร่ายทั้งหมดได้ราว 20 ล้านตัน ถือเป็นแพสาหร่ายสีน้ำตาลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเวลานี้

ทีมวิจัยใช้ดาวเทียมติดตามขนาดของแพสาหร่าย GASB ในทุกเดือนกรกฎาคมจากปี 2011-2018

ปริมาณอันมากมายมหาศาลของสาหร่ายทุ่น ( Sargassum )หรือสาหร่ายสีน้ำตาลนี้เป็นผลดีต่อระบบนิเวศน์ของมหาสมุทรเมื่อมันสร้างอ๊อกซิเจนออกมากับการสังเคราะห์แสง อีกทั้งยังเป็นอาหารและเป็นที่อยู่ของสัตว์ทะเลหลากหลายชนิดตั้งแต่ เต่า ปลา ปู โลมา ไปถึงนกทะเล แต่เมื่อใดที่มันเคลื่อนตัวไปถึงชายฝั่ง ความหนาแน่นของมันจะปิดบังทับถมแนวปะการังและหญ้าทะเลจนล้มตาย และเมื่อสาหร่ายชิดนี้หมดอายุและเริ่มเน่าเปื่อย มันจะคายแก๊ซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือแก๊ซไข่เน่าออกมา สร้างปัญหาให้ชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวมากมาย

ทีมวิจัยอธิบายสาเหตุของการขยายขนาดของแพสาหร่ายยักษ์นี้ว่ามาจากการตัดไม้ทำลายป่าลุ่มน้ำแอมะซอนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมทั้งมีการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นในการเกษตร น้ำที่ขาดการดูดซับจากป่าได้ไหลตามแม่น้ำแอมะซอนออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติกในปริมาณมหาศาล สารไนเตรตจากปุ๋ยที่ไกลมากับน้ำได้กลายเป็นอาหารสำคัญของแพสาหร่าย GASB ทำให้มันขยายขนาดเติบโตออกไปอย่างรวดเร็ว

อะไรที่มีมากเกินไปย่อมไม่ดี เวลานี้สมดุลธรรมชาติกำลังเปลี่ยนไปเพราะน้ำมือมนุษย์จนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โลกใบนี้จะแตกต่างจากที่เราเคยรู้จัก ซึ่งแน่นอนว่าเราคงไม่อยากไปถึงวันนั้น วันที่โลกเปลี่ยนไปจนฝูงสัตว์ พืชและแม้แต่เราเหล่ามนุษย์ก็อยู่อาศัยต่อไปอย่างยากลำบาก เราต้องคืนสมดุลสู่ธรรมชาติให้ได้ในวันนี้ ก่อนที่จะสายเกินไป

ผลการวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่ลงในวารสาร journal Science ฉบับวันที่ 5 ก.ค.62 [กดอ่าน]

เครดิตภาพ earth.com

เรียบเรียงโดย @MrVop