โลก เป็น ดาวเคราะห์วงในเพียงดวงเดียวที่มีน้ำ และมีดาวบริวารขนาดใหญ่มาก นั่นคือดวงจันทร์ ขณะที่ดาวเคราะห์วงในดวงอื่นๆ เช่นดาวพุธ ดาวศุกร์และดาวอังคาร ล้วนแล้วแต่แห้งแล้งหาน้ำบนผิวดาวไม่พบ และไม่มีดวงจันทร์ หรือมีก็เป็นเศษหินเล็กๆแบบดวงจันทร์โฟบอสและไดมอสของดาวอังคาร

สำหรับดาวเคราะห์วงนอกนั้นเช่นดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ยูเรนัส และเนปจูน ที่ผ่านมาเราเริ่มสำรวจพบ ว่ามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ภายใต้พื้นผิวน้ำแข็งของดวงจันทร์ของดาวเหล่านี้หลายดวง ยิ่งห่างจากดวงอาทิตย์ออกไป ก็ยิ่งพบน้ำในรูปของ​น้ำแข็ง​มากขึ้นเรื่อยๆ และพบมากสุดในแถบวงแหวนไคเปอร์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบในเรื่องนี้ และคาดว่า น้ำบนโลกของเรา มีที่มา ตั้งแต่ยุค 4,400 ล้านปีก่อน ในขณะที่มีการก่อตัวของดวงจันทร์

ดวงจันทร์บริวารของโลกมีกำเนิดมาจากการถูกชนโดยดาวเคราะห์ขนาดดาวอังคารที่มีชื่อเรียกว่า Theia ที่แต่เดิมเชื่อกันว่าเดินทาง มาจากแถบวงโคจรใกล้ดวงอาทิตย์ แต่จากผลวิจัยล่าสุดโดยทีมนักวิทยาศาสตร์จาก University of Münster ประเทศเยอมันนีนำโดย
Dr. Gerrit Budde พบว่า Theia น่าจะเดินทางมาจาก วงโคจรที่ห่างไกล และเป็นตัวสำคัญที่นำน้ำมาให้กับระบบโลก-ดวงจันทร์ขณะที่พุ่งเข้าชน [อ่านบทความกำเนิดดวงจันทร์]

ทีมงานทำการศึกษาเรื่องนี้โดยสังเกตจากปริมาณธาตุไอโซโทปของโมลิบดินัม ( Molybdenum) ในชั้นหินหลอมเหลว (Mantle) ของโลกซึ่งมีที่มาจากดาวเคราะห์ Theia ที่พุ่งเข้าชนโลก 4,400 ล้านปีก่อน และพบว่าเป็นโมลิบดินัมที่มีอยู่ส่วนใหญ่ในแถบรอบนอกของระบบสุริยะ นั่นหมายความว่า Theia เองก็น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากแถบรอบนอกของระบบสุริยะด้วยเช่นเดียวกัน  

ที่มา https://www.sciencedaily.com/releases/2019/05/190521101505.htm

เรียบเรียงโดย @MrVop