ในที่สุด Facebook ก็ได้เปิดตัวสกุลเงิน Libra(ลิบร้า) เสียที หลังจากที่มีข่าวลือออกมาอย่างยาวนาน โดยเค้าได้บอกเหตุผลของโครงการนี้ว่า

The world truly needs a reliable digital currency and infrastructure that together can deliver on the promise of “the internet of money.”

Libra สร้างจากส่วนสำคัญ 3 ส่วนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่

1. Libra สร้างบนพื้นฐานของ Blockchain มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และสามารถรองรับผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก

2. Libra จะถูกค้ำโดยเงินสำรอง ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง โดยไม่ได้อิงจากเพียงสกุลเงินเดียว แต่เป็นตะกร้าของสกุลเงินประเทศต่างๆทั่วโลก เช่น เงินฝากธนาคาร และ พันธบัตรรัฐบาล เพื่อทำให้เกิดมูลค่าในตัวมันเอง (Intrinsic Value)

3. Facebook ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมเงินสกุล Libra ทั้งหมด แต่จะมีหน่วยงานอิสระชื่อ Libra Association กำกับดูแล ซึ่ง Facebook เองเป็นแค่หนึ่งในสมาชิกในนั้น จาก Founding Members 27 หน่วยงาน จากหลายกลุ่มธุรกิจ

หน่วยงาน Libra Association ประกอบไปด้วย

  • กลุ่ม Payments: Mastercard, PayPal, PayU (Naspers’ fintech arm), Stripe, Visa
  • กลุ่ม Technology and marketplaces: Booking Holdings, eBay, Facebook/Calibra, Farfetch, Lyft, MercadoPago, Spotify AB, Uber Technologies, Inc.
  • กลุ่ม Telecommunications: Iliad, Vodafone Group
  • กลุ่ม Blockchain: Anchorage, Bison Trails, Coinbase, Inc., Xapo Holdings Limited
  • กลุ่ม Venture Capital: Andreessen Horowitz, Breakthrough Initiatives, Ribbit Capital, Thrive Capital, Union Square Ventures
  • กลุ่ม Nonprofit and multilateral organizations, and academic institutions: Creative Destruction Lab, Kiva, Mercy Corps, Women’s World Banking

พันธกิจของ Libra นั้นก็คือการเป็นสกุลเงินและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้กับคนกว่าพันล้านคนทั่วโลก

คอนเซปต์พื้นฐานของ Libra ก็คือการทำหน้าที่เป็นสกุลเงินซึ่งสามารถใช้จ่ายได้จริงๆ ตั้งแต่การซื้อก๋วยเตี๋ยวหน้าซอยไปจนถึงการโอนเงินให้ผู้รับบนพื้นฐานของ Blockchain และ Cryptocurrency โดยมีหน่วยงานคอยทำหน้าที่ตรวจสอบ ลดการทำหน้าที่ของธนาคาร และมีต้นทุนที่จะใช้เป็นค่าธรรมเนียมในการโอนเงิน ทำบัตร ATM จะถูกลงเป็นอย่างมาก ทำให้ทุกคนบนโลกสามารถเข้าถึงและใช้บริการกันได้

นอกจากนั้น Libra ยังเป็นสกุลเงินดิจิทัลแบบโอเพนซอร์สที่เปิดโอกาสให้นักพัฒนาทั่วโลกสามารถสร้างแพลตฟอร์มหรือบริการอื่น ๆ มาเชื่อมต่อได้ด้วย

นอกจาก Facebook จะเปิดตัว Libra แล้ว ก็ยังเปิดตัว Calibra ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัล (digital wallet) ซึ่งมีไว้เพื่อรองรับการรับส่งเงินสกุล Libra ผ่านทาง แอป Calibra เอง และยังสามารถรับส่งผ่าน WhatsApp และ Messenger เช่นเดียวกับการส่งรูปหรือข้อความตามปกติได้ในทันที โดยยังมีการแยกข้อมูลด้านการเงินและบัญชีผู้ใช้โซเชียลออกจากกัน อย่างเด็ดขาด หมายความว่าหากบัญชีผู้ใช้งาน Facebook ของเราถูกแฮกหรือโดนแบนไป เงินในกระเป๋าของเราก็ยังคงอยู่ หรือถ้าหากโดนขโมยเงินไปก็จะมีหน่วยงานคอยติดตามและ คืนเงินที่ถูกขโมยให้ภายหลัง

ในระยะแรก ทีมจาก Facebook จะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนองค์กรนี้ โดยร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ผ่านบริษัทลูกชื่อ Calibra แต่หลังจากนั้น Facebook และบริษัทลูกจะลดตัวลงมาเป็นสมาชิกขององค์กร โดยไม่ได้มีสิทธิพิเศษเหนือกว่าสมาชิกคนอื่น

สุดท้ายแล้ว การรวมทุกสิ่งอย่างอยู่ในสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ตั้งแต่การซื้ออาหาร จ่ายค่าบริการ หรือซื้อบัตรโดยสารก็อยู่ไม่ไกลเกินฝันแล้ว คำถามคือการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลให้โลกเปลี่ยนไปเร็วแค่ไหนต่างหาก?

ที่มา: Libra White Paper / TechCrunch / The Verge