บนโลกใบนี้ เคยมีสลอธที่มีลำตัวยาวจากหัวถึงหางถึง 6 เมตร เดินหากินอยู่ตามทุ่งหญ้า

ในปี 2014 นักดำน้ำพบซากฟอสซิลกระดูกขาและฟันของสลอธยักษ์สายพันธุ์ Pan-American อายุเก่าแก่ถึง 27,000 ปี (ชื่อวิทยาศาสตร์ Eremotherium laurillardi)ในขณะที่กำลังค้นหาวัตถุโบราณของเผ่ามายาในเบลีซ ประเทศเล็กๆบนฝั่งตะวันออกของอเมริกากลางที่มีอาณาเขตจรดประเทศเม็กซิโกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และจรดประเทศกัวเตมาลาทางทิศตะวันตกและทิศใต้

ชื้นส่วนฟอสซิลฟันที่พบ ยังคงมีเนื้อเยื่อเหลือเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์ไอโซโทปคาร์บอนและออกซิเจน ทำให้เราได้ทราบถึงอาหารในช่วงปีสุดท้ายของชีวิตสลอธยักษ์ตัวนี้ ทั้งยังได้ทราบถึงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมโบราณในยุคนั้นด้วย


ตัวเลขภาพฟันสลอธยักษ์ด้านซ้าย แสดงให้เห็นถึง 1.ซีเมนต์ 2.ออร์โธเทนตินด้านนอก 3.ออร์โธเดนตินด้านใน 4.วาซาเดนติน และ 5.คาร์บอเนต เครดิตภาพ: Jean T. Larmon และ Stanley Ambrose จากม.อิลลินอยส์

ฟันของสลอธยักษ์ที่พบในเบลีซนี้แตกต่างจากฟันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อื่น ๆในยุคนั้นเช่นแมมมอธ ตรงที่ฟันสลอธยักษ์ไม่มีส่วนของเคลือบฟัน ทำให้เราต้องใช้วิธีการ
วิเคราะห์ไอโซโทปในส่วนออร์โธเทนตินของฟัน เพื่อให้ทราบถึงชนิดอาหารที่สัตว์ยักษ์นี้กินในช่วงชีวิตสุดท้ายของมัน

ผลการวิเคราะห์พบว่า สลอธยักษ์นี้กินพืชหลากหลายชนิดที่แตกต่างกันระหว่างฤดูแล้งอันยาวนานซึ่งกินเวลาประมาณเจ็ดเดือนคั่นกลางระหว่างสองฤดูฝนในทุ่งหญ้าสะวันนา

การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยมนี้ เป็นผลให้สลอธยักษ์ไม่มีปัญหาขาดอาหารไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นเช่นใด แต่อยู่ดีๆพวกมันก็สูญพันธุ์ไปเฉยๆ

เมื่อคำนวนช่วงเวลาการสูญพันธุ์ของสลอธยักษ์สายพันธุ์ Pan-American นี้ พบว่า สอดคล้องกับการอพยพเข้ามาของมนุษย์โบราณในพื้นที่นี้ ซึ่งสุดท้ายมนุษย์อาจมีส่วนในการสูญพันธุ์นี้ก็อาจเป็นไปได้

ผลการศึกษานี้ ตีพิมพ์ลงในวารสาร  journal Science Advances

เรียบเรียงโดย @MrVop