คณะนักวิจัยซึ่งนำโดยแพทย์หญิงเอ็มมา ก๊อกซอร์ ( Emma Goksör ) จากภาควิชากุมารแพทย์ มหาวิทยาลัยโกเทนเบิร์กของสวีเดน ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษา ลงในวารสาร Pediatric Allergy and Immunology (PAI) ในการศึกษาหาความสัมพันธ์ของโรคแพ้อากาศ หรือ โรคเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) กับการเลี้ยงดูในวัยเด็ก

การศึกษาดังกล่าวเริ่มทำตั้งแต่ปี 2003 โดยให้พ่อแม่ของกลุ่มเด็กจำนวน 4,777 คน คอยตอบแบบสอบถามเรื่องวิธีการเลี้ยงดูและสุขภาพของลูกเป็นระยะ ตั้งแต่เมื่อเด็กมีอายุ 6 เดือน เรื่อยไปจนเด็กมีอายุครบ 12 ปีเต็ม เมื่อสิ้นสุดการเก็บข้อมูล ผลปรากฏว่ามีพ่อแม่ของเด็กจำนวน 3,637 คนที่ตอบแบบสอบถามจนครบ

การศึกษาครั้งนี้ได้ผลออกมาว่า เมื่ออายุครบ 12 ปี มีเด็ก 1 ใน 5 คน หรือ 22% เป็นโรคแพ้อากาศ ในจำนวนนี้เป็นเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิงนิดหน่อย (57% ต่อ 43%)

อาการแพ้อากาศเริ่มปรากฏเมื่อเด็กมีอายุราว 8 ปี

สาเหตุส่วนใหญ่ที่เด็กแพ้อากาศ มาจากละอองเกสรดอกไม้ ขนสัตว์ และไรฝุ่น

อย่างไรก็ตาม การศึกษาพบว่า เด็กคนใดที่พ่อแม่ให้รับประทานปลามาตั้งแต่เล็ก คือตั้งแต่อายุ 1 ขวบเป็นต้นมาอย่างน้อยเดือนละมื้อ มีโอกาสเป็นโรคแพ้อากาศตอนโตน้อยกว่าเด็กที่ไม่กินปลาหลายเท่า เรื่องนี้สันนิษฐานว่ามาจากกรดไขมันโอเมกา 3 ในปลาที่อาจช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเด็กสามารถต้านการอักเสบและอาการแพ้จากสารกระตุ้นต่าง ๆ 

และในกลุ่มเด็กที่พ่อแม่พาไปสัมผัสแพะ-แกะ ในฟาร์มต่างๆ ตั้งแต่อายุ 4-12 ปี (ขอบคุณภาพจาก Danus’ hobby farm) หรือมีบ้านอยู่ใกล้คอกปศุสัตว์จำพวกแพะ-แกะ
จะมีอาการภูมิแพ้เมื่อโตขึ้นน้อยกว่าเด็กกลุ่มอื่นถึงครึ่งหนึ่ง เรื่องนี้ทีมวิจัยสันนิษฐานว่าร่างกายเด็กพัฒนาภูมิต้านทานขึ้นมาจากการสัมผัสจุลินทรีย์หลากหลายที่มาจากปศุสัตว์ เมื่อโตขึ้นภูมิต้านทางนี้ก็จะยังคงอยู่ ทำให้เป็นโรคแพ้อากาศได้ยาก

ท้้ง 2 เรื่องคือการให้อาหารที่มีคุณค่าสูงเช่นปลาชนิดต่างๆแก่เด็ก และการนำครอบครัวไปพักผ่อนสันทนาการตามฟาร์มเลี้ยงแพะแกะต่างๆเป็นประจำ นอกจากเด็กจะได้ความสนุกสนานและรู้จักความเมตตารักสัตว์-รักธรรมชาติแล้ว ครอบครัวยังได้พร้อมหน้าพร้อมตาอยู่ห่างไกลความวุ่นวายในชีวิตประจำวันในเมืองใหญ่ด้วย

เรียบเรียงโดย @MrVop

อ้างอิง https://onlinelibrary.wiley.com/doi/full/10.1111/pai.12875