ทุกวันนี้ เราทุกคนปลอดภัยอยู่ภายใต้การปกป้องของบรรยากาศโลกและเกราะสนามแม่เหล็ก บรรยากาศโลกช่วยหยุดยั้งเผาไหม้เศษหินต่างๆจากอวกาศให้สลายไปหรือเหลือขนาดเล็กที่สุดก่อนจะกลายเป็นอุกกาบาตตกลงสู่ผิวโลก แถบโอโซนในบรรยากาศโลกยังช่วยปกป้องเราจากรังสีต่างๆเช่นแกมมา รังสีเอ็กซ์ และรังสี UV

ส่วนเกราะสนามแม่เหล็กของโลกเราก็ช่วยป้องกันลมสุริะรวมไปถึงอนุภาพลังงานสูงจากอวกาศห้วงลึกที่เรียกว่า “รังสีคอสมิก”

รังสีคอสมิกนั้น จริงๆไม่ใช่รังสี ที่ได้ชื่อนี้เพราะความเข้าใจผิดของนักวิทยาศาสตร์สมัยแรกๆ รังสีคอสมิกจริงๆเป็นอนุภาคพลังงานสูงยิ่งที่ยังมีแหล่งกำเนิดลึกลับ รังสีคอสมิกมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก นั่นเพราะตัวมันประกอบด้วยโปรตอนราว 90% อีก 9% เป็นอนุภาคแอลฟา ที่เหลือ 1% เป็นอนุภาคอิเล็กตรอน

รังสีคอสมิกทำให้ดาวเทียมหรือยานอวกาศที่โคจรออกไปนอกเกราะแม่เหล็กโลกเกิดความเสียหาย และหากมันมาถูกร่างกายของมนุษย์ก็จะทำลายเซลต่างๆ หากโดนมากก็เสียชีวิตทันที น้อยกว่านั้นก็เป็นมะเร็ง

จากการศึกษาของดอกเตอร์นิโคลัส ทาวเวนี (Dr. Nicolas Thouveny) จาก ศูนย์วิจัยและธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมแห่งยุโรป (European Centre for Research and Teaching of Environmental Geosciences) หรือ CEREGE ในฝรั่งเศส พบว่าเกราะแม่เหล็กโลกค่อยๆลดความเข้มลงเรื่อยๆตลอด 3,000 ปีที่ผ่านมา และจะลดต่ำกว่าจุดที่จะปกป้องเราจากรังสีคอสมิกในไม่เกิน 1.000 ปีจากนี้

การลดความเข้มลงของเกราะแม่เหล็กโลกเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการสลับขั้วแม่เหล็กของโลกซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติ เพราะในช่วง 20 ล้านปีที่ผ่านมาสนามแม่เหล็กโลกก็ได้เกิดการสลับขั้วมาแล้วนับร้อยครั้ง การสลับขั้วครั้งสุดท้ายเกิดระหว่าง 772,000 ถึง 774,000 ที่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ระหว่างการสลับขั้วก่อนที่ขั้วจะกลับข้าง ความเข้มของสนามแม่เหล็กจะลดลงจนเกือบหมด แล้วจึงกลับเพิ่มขึ้นอีกครั้งจนเป็นปกติเมื่อขั้วแม่เหล็กเหนือใต้ได้สลับกันเรียบร้อยแล้ว จังหวะที่ความเข้มของสนามแม่เหล็กลดลงจนป้องกันรัสีคอสมิกไม่ได้อาจกินเวลานานเป็นร้อยหรือพันปี และนั่นคือสิ่งที่มนุษย์รุ่นต่อจากเราต้องเตรียมรับมือ

ก่อนจะถึงวันนั้น ขณะนี้เราก็มีบริเวณหนึ่งของโลกที่เกิดรูโหว่ของสนามแม่เหล็กโลกอย่างไม่ทราบสาเหตุ เป็นบริเวณทะเลในมหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างทวีปแอฟฟิกากับทวีปอเมริกาใต้ เราเรียกบริเวณรูโหว่นี้ว่า SAA หรือ  South Atlantic Anomaly ซึ่งที่ผ่านมาดาวเทียมทุกดวงที่โคจรผ่านบริเวณนี้มักเกิดอาการรวนของวงจรไฟฟ้า นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้พื้นที่รูโหว่ SAA นี้ในการศึกษาเพื่อวางแผนรับมือกับปัญหาการอ่อนลงของเกราะแม่เหล็กโลกในอนาคต ดอกเตอร์นิโคลัสพูดถึงกรณีที่ในโซเชียลมีเดียมักมีข่าวลือเรื่องโลกจะกลับขั้วแล้วเกิดภัยพิบัติต่างๆนั้น ส่วนหนึ่งผู้ปล่อยข่าวลือก็ไม่ได้เข้าใจปัญหาเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ เพราะการกลับขั้วหรือสลับขั้วนั้นไม่ใช่เรื่องที่ต้องหนักใจ ปัญหามันอยู่ที่การอ่อนแรงของเกราะแม่เหล็กต่างหากที่ควรหาทางป้องกัน

ที่มา phys.org

เรียบเรียงโดย @MrVop