หลายปีก่อนหน้านี้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NASA และ องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เคยตกลงกันว่าจะลงทุนส่งยานอวกาศคนละลำไปศึกษาหาวิธีป้องกันภัยจากดาวเคราะห์น้อยชนโลก ในชื่อโครงการ AIDA

ดาวเคราะห์น้อยเป้าหมายของโครงการนี้คือ 65803 Didymos

ความพิเศษของดาวเคราะห์น้อย Didymos ก็คือ มันเป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดราว 800 เมตรที่มีดวงจันทร์ดวงเล็กๆขนาด 170 เมตรโคจรอยู่ข้างๆ ดวงจันทร์เล็กดวงนี้ได้รับการตั้งชื่อเล่นไว้ว่า Didymoon และล่าสุดได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Dimorphos”

ความหมายของชื่อ “Dimorphos” คือมี 2 ฟอร์ม เนื่องจากดวงจันทร์ขนาดเล็กดวงนี้เป็นเป้าหมายในการพุ่งเข้าชนของยาน DART (ย่อมาจาก Double Asteroid Redirection Test ) ที่ลงทุนโดย NASA เพื่อให้ทราบผลทางวิทยาศาสตร์ว่าหลังการชนผ่านพ้นไป ดวงจันทร์ดวงนี้จะเปลี่ยนลักษณะและทิศทางอย่างไร นั่นคือดวงจันทร์จะมีฟอร์มก่อนถูกชน และฟอร์มหลังถูกชน กลายเป็นที่มาของชื่อ “Dimorphos” นี้

ตามข้อตกลงเดิม ESA ต้องส่งยานไปดักรอล่วงหน้าเพื่อถ่ายภาพขณะยาน DART ของ NASA พุ่งเข้าชนดวงจันทร์ “Dimorphos” แต่ไปไปมามา ทาง ESA กลับมีปัญหาเรื่องงบประมาณขึ้นมากระทันหัน การส่งยานไปดักรอเฝ้าสังเกตการชนจึงยกเลิกไป เท่ากับโครงการนี้พับไปแล้วเกินกว่าครึ่ง

แต่ NASA ยังคงเดินหน้าต่อ การส่งยาน DART ไปเข้าชนดวงจันทร์ยังต้องเป็นไปตามแผน ทางองค์การอวกาศอิตาลีอดเสียดายไม่ได้ขอลงทุนส่งดาวเทียมจิ๋วประเภท CubeSat ไปเก็บข้อมูลระหว่างการชนด้วย ส่วนทาง NASA เองก็จะสังเกตการชนด้วยกล้องโทรทรรศน์จากผิวโลก

สุดท้ายยุโรปซึ่งหมดงบก็ขอส่งยาน Hera ซึ่งเป็นยานที่มีต้นทุนถูกลงกว่าเดิมตามไปสังเกตการณ์หลังการชน 2 ปี (ยาน DART นั้นจะออกเดินทางจากโลกในปีหน้าและจะพุ่งเข้าชนดวงจันทร์ “Dimorphos” ในเดือนตุลาคม 2565) เพื่อสังเกตผลหลังการชน (มีประโยชน์น้อยลงมากเนื่องจากผ่านการชนไปนานแล้ว)

ทั้งหมดนี้เปรียบเหมือนทีการตกลงว่าจะถ่ายภาพระยะประชิดเพื่อสังเกตการเอาหนังยางรัดถุงแกงไปยิงช้าง แต่คนถ่ายภาพตัวจริงกลับขอถอนตัว เลยต้องเอากล้องส่องทางไกลมาดูผลขณะหนังยางพุ่งไปโดนตัวช้าง การดูจากระยะไกลนั้นย่อมมองเห็นผลการยิงไม่ชัดเจน ครั้นจะส่งคนไปถ่ายภาพผิวช้าง หลังการยิงผ่านไปแล้วหลายวันแล้วก็ไม่รู้ทำไปทำไม เพราะที่เราอยากรู้คือขณะยิงช้างบิดตัวไปเป็นมุมเท่าไร