เป็นเวลานานหลายปีที่มีนักวิชาการจากทั้งสองฝ่าย ให้ความเห็นขัดแย้งกันว่าสภาพโลกร้อนนั้นที่แท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าสภาพโลกร้อนเป็นวงจรตามธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นซ้ำๆกันสลับกับ สภาพหนาวเย็นในทุกๆหลายร้อยปี และอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าสภาพโลกร้อนโดยเฉพาะที่เราพบอยู่ในปัจจุบันเป็นผลมาจากน้ำมือมนุษย์

ล่าสุดได้มีผลวิจัยจากทีม นักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติ จำนวน 3 ชิ้น ลงตีพิมพ์ในวารสาร Nature และวารสาร Nature Geoscience หักล้างแนวความคิดเกี่ยวกับวงจรการเกิดซ้ำของสภาพโลกร้อนตามธรรมชาติและเน้นย้ำให้เห็นว่าสภาพโลกร้อนโดยเฉพาะที่เกิดหลังสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา มีผลสืบเนื่องมาจากน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น​

ผลการเก็บหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงระดับอุณหภูมิในอดีตกว่า 700 ชิ้น ที่ทิ้งร่องรอย​อยู่​ใน​วงปีของต้นไม้ แนวปะการัง และดินตะกอนก้นทะเลสาบจากแหล่งต่าง ๆ ของโลกชี้ว่า ไม่มีปรากฏการณ์ที่อากาศร้อนขึ้นหรือหนาวเย็นลงครั้งใดในรอบ 2,000 ปีหลัง จะมีความรุนแรงหรือส่งผลกระทบในวงกว้างไปทั่วทั้งโลกได้ เท่ากับภาวะโลกร้อนในปัจจุบั​น ที่ได้เกิดขึ้นครอบคลุมพื้นที่ถึงกว่า 98% ทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่ามากกว่าเหตุการณ์ “ภาวะอากาศร้อนยุคกลาง” หรือ Medieval Warm Period ในช่วงปี ค.ศ. 950-1250 ที่ครอบคลุมพื้นที่เพียง 40% ทั่วโลกเท่านั้น หรือ เหตุการณ์หลังจากนั้นนั่นคือสภาพ “ยุคน้ำแข็งน้อย” หรือ Little ice age ช่วงปี ค.ศ. 1300 ถึง ปี ค.ศ. 1850 ก็เกิดครอบคลุม เฉพาะบริเวณ ละติจูดของยุโรปและอเมริกา ไม่กินวงกว้างเท่าสภาพอากาศผิดปกติที่เกิดหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมาก

ผลวิจัยยังมีข้อสรุปว่า ตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิด ความแปรปรวนของสภาพอากาศในยุคโบราณเกิดมาจากการไหลของกระแสน้ำลึกและการระเบิดของภูเขาไฟโดยมีผลจาก ปัจจัยนอกโลกเช่นดวงอาทิตย์น้อยมาก แตกต่างจาก ปัจจัยสำคัญในปัจจุบันที่มาจากการกระทำของมนุษย์โดยตรง

ผลการวิจัยนี้กระทำอย่างเป็นกลาง และได้รับการตอบรับจากนักวิทยาศาสตร์จากหลายสถาบันทั่วโลก ถือเป็นการยุติข้อถกเถียงสาเหตุของสภาพโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่ เพื่อให้ทุกฝ่ายเริ่มต้นเดินหน้าแก้ไขอย่างจริงจังก่อนที่โลกของเราจะไปถึงจุดที่หมดทางเยียวยา

อ้างอิง https://www.nature.com/articles/s41586-019-1401-2

เครดิตภาพและอ่านเพิ่มเติม https://www.bbc.com/news/science-environment-49086783

เรียบเรียงโดย @MrVop