ยานสตาร์ไลน์เนอร์ CST-100 คืออีกหนึ่งยานอวกาศสำหรับเดินทางสู่อวกาศระยะใกล้แถบวงโคจรรอบโลก หลักๆเลยคือการใช้เดินทางไปกลับจากสถนีอวกาศนานาชาติ เป็นโครงการควมร่วมมือระหว่างนาซากับบริษัทโบอิ้ง เช่นเดียวกับยานดรากอนของบริษัท SpaceX โดยนาซาวางแผนจะเริ่มใช้ยานสตาร์ไลน์เนอร์อย่างจริงจังในปีหน้าหรือปี 2020 เป็นอย่างช้า และวางแผนจะทดสอบยานเต็มรูปแบบไม่เร็วไปกว่าเดือนสิงหาคมปีนี้

ยานสตาร์ไลน์เนอร์ มีรูปลักษณะคล้ายคลึงกับคอมมานด์โมดูลในโครงการอพอลโลสมัยก่อน เพียงแต่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่ามาก ตัวยานที่กว้าง 4.5 เมตรสามารถบรรทุกลูกเรือได้ 7 นายพร้อมสัมภาระบางส่วน และออกแบบสำหรับส่งขึ้นสู่อวกาศโดยติดตั้งไปกับจรวด Atlas V

นาซาต้องการที่จะเลิกยืมจมูกรัสเซียหายใจในการส่งและรับนักบินอวกาศของตนมานานแล้ว แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะหลังจากที่หมดโครงการกระสวยอวกาศในปั 2011 ก็ไม่มีโครงการอวกาศอื่นๆมารองรับอีกเลย ทุกการเดินทางไปกลับก็ต้องอาศัยยานโซยุสของรัสเซียดท่านั้น แต่อีกไม่นานจากนี้ นักบินอวกาศอเมริกันก็จะได้เดินทางไปกลับวงโคจรรอบโลกจากแผ่นดินของตัวเอง จาก 3 โครงการหลักๆคือโอไรอัน ดรากอนและสตาร์ไลน์เนอร์ที่กำลังกล่าวถึงในบทความนี้

โบอิ้งเริ่มทดสอบโมเดลขนาด 12 x 14 นิ้วของสตาร์ไลน์เนอร์ ในอุโมงค์ลมปี 2011 เพื่อให้ศึกษาลักษณะแอโรไดนามิกของตัวยาน จากนั้นในปี 2012 ก็มีการทดสอบการลงสู่พื้นดินด้วยร่มชูชีพ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญเพราะต่อไปนี้นาซาจะไม่ใช้การกางร่มลงทะเลเหมือนสมัยอพอลโลอีกแล้ว

ต่อมาในปี 2014 ทางโบอิ้งก็ได้เปิดตัวยานสตาร์ไลน์เนอร์กับสาธารณชน พร้อมมีการทดสอบถุงลมสำหรับการลงจอด ซึ่งมาสำเร็จจริงในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 พอมาเดือนมีนาคมปี 2017 ก็ผ่านการทดสอบการลงจอดเต็มรูปแบบด้วยร่มชูชีพในทะเลทรายของเม็กซิโก แต่พอมาปี 2018 ยานติดปัญหาเรื่องการทดสอบเครื่องยนต์ฉุกเฉินสำหรับพานักบินออกจากยานในกรณีเกิดอุบัติเหตุ จึงเลื่อนการทดสอบขั้นสุดท้ายนี้มาในปีนี้

นอกจากยานใหม่ โบอิ้งยังมีชุดนักบินอวกาศรุ่นใหม่ ชุดนี้ทันสมัยกว่าที่นาซาใช้อยู่ในปัจจุบันมาก มีน้ำหนักเพียง 9 กิโลกรัม เบากว่าชุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันราว 4.5 กิโลกรัม  เนื้อผ้าเป็นสีน้ำเงิน มีความยืดยุ่นสูง นักบินอวกาศสามารถเคลื่อนไหวตัวได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะที่ข้อศอกและหัวเข่า ถุงมือก็ถูกออกแบบให้สามารถใช้ทำงานกับระบบทัชสกรีนบนหน้าจอต่างๆ ได้ และหมวกติดอยู่กับชุดนักบินอวกาศเลยเป็นส่วนเดียวกัน

ก็ถือเป็นการก้าวสู่ยุคใหม่ของการบินอวกาศสหรัฐฯหลังประเทศต่างๆเช่นอินเดีย ญี่ปุ่น จีน ตางพากันก้าวหน้ามาแทบจะทันกันแล้ว

เรียบเรียงโดย @MrVop