นักวิจัยจากสำนักอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษคาดหมายว่าในปี 2019 นี้ โลกจะพบกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศอย่างมหาศาล

ในแต่ละปี คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกที่่เป็นผลิตขึ้นมาโดยกิจกรรมต่างๆของมนุษย์จะถูกดูดซับไปโดยต้นไม้ใหญ่เล็กซึ่งเจริญงอกงามอยู่ตามสถานที่ต่างๆ

แต่สำหรับปีนี้ โลกจะเข้าสู่สภาพ เอลนีโญ ในระดับค่อนข้างรุนแรง เป็นผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยในเขตร้อนของแปซิฟิกสูงขึ้นกว่าปีอื่น เป็นผลให้พืชพรรณใหญ่น้อยทั่วโลกจะชะลอการเจริญเติบโดผลิดอกงอกใบลง และเมื่อพืชเติบโตช้าลง ใบไม้มีน้อยลง การดูดซับ CO₂ หรือคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากบรรยากาศโลกก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญตามไปด้วย

กราฟแสดงค่าตัวแปรของการเกิดเอลนีโญ (แท่งสีแดง) ในระดีบค่อนข้างรุนแรงในครึ่งปีแรกแล้วค่อยๆลดระดับลงแต่ยังคงมีผลให้โลกมีสภาพเอลนีโญอยู่จนสิ้นปี

นับจากปี 1958 เป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์ก็ได้เริ่มการบันทึกค่าปริมาณ CO₂ หรือคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกจากสถานีตรวจวัดบนเกาะฮาวาย และพบค่าการเพิ่มขึ้นในทุกปีอยางต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการเผาผลาญพลังงานฟอสซิลอย่างมากมายของมนุษย์ รวมถึงการลดปริมาณป่าไม้เขตร้อนลงอย่างต่อเนื่องด้วย

กราฟแสดง ppm หรือ ความข้นข้น หนึ่งส่วนในล้านส่วนของ
CO₂ ในบรรยากาศโลกที่จะลดลงในหน้าร้อนและเพิ่มขึ้นในหน้าหนาวของทุกปีจากกรที่ตนไม้ผลัดใบ แต่ผลรวมยังคงไต้ระดับขึ้นไม่หยุด

และในปี 2019 อันเป็นปีที่โลกจะเข้าสู่สภาพเอลนีโญนี้ ความร้อนแล้งจะเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ของเขตแปซิฟิกเป็นผลให้ต้นไม้ลดการเจริญเติบโตลง สำนักอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษคำนวนว่า ผลจาการลดลงของการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของพืชจะส่งผลให้โลกเรามีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ เพิ่มขึ้นถึง 2.75 ส่วนในล้านส่วน หรือ ppm เมื่อเทียบกับยอดสูงสุดของปีที่ผ่านมา (2018) ซึ่งอาจทำให้ยอดกราฟในฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูที่พืชผลัดใบและจำศีลมีค่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์คำนวนแล้วอยู่ที่ 411 ppm ซึ่งเป็นระดับที่เป็นไปได้ หรือขั้นเลวร้าย อาจเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 415 ppm ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

แล้วผลของการเพิ่มสูงของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกก็จะวนกลับมาเป็นสภาพโลกร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ท้าทายข้อตกลงที่หลายฝ่ายพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 °C ซึ่งดูเหมือนนับวันจะยากขึ้นทุกที

เครดิตภาพ www.shutterstock.com
เรียบเรียงโดย @MrVop