มนุษย์นั้นแตกต่างจากสัตว์อื่นในห่วงโซ่อาหารเนื่องจากมีการล่าในวัตถุประสงค์ที่นอกเหนือจากการนำมาเป็นอาหาร เช่นนำขนและหนังมาเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือนำกระดูกมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่นเครื่องมือ หรือเครื่องประดับ เป็นต้น เมื่อมนุษย์มีจำนวนมากขึ้น มีการอพยพย้ายถิ่นที่อยู่ มีการล่ามากขึ้นจนเกินพอดี ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของสัตว์บางชนิดขึ้นมาได้ ดังเช่นที่เกิดกับช้างแมมมอธและสิงโตถ้ำในทวีปอเมริกา เมื่อยุคน้ำแข็งล่าสุดที่ผ่านมา จากการวิจัยล่าสุดพบว่าแรดขนยาวในไซบีเรียที่สูญพันธุ์ไป ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการล่าจนเกิดพอดีของมนุษย์ แต่กลับมาจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

ทีมนักวิจัยจากศูนย์พันธุศาสตร์บรรพชีวิน (Center for Paleogenetics) ซึ่งเป็น บริษัทร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งสวีเดนนำโดย Love Dalénศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์วิวัฒนาการ ได้วิเคราะห์ดีเอ็นเอจากฟอสซิลกระดูก เนื้อเยื่อที่แห้งเป็นมัมมี่ และเส้นขนของแรดขนยาวทางตะวันตกเฉียงเหนือไซบีเรีย จำนวน 14 ตัว ที่มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ช่วง 14,100 – 50,000 ปีก่อน พบว่าจำนวนประชากรของแรดขนยาวไซบีเรียนั้นอยู่ในระดับคงที่อยู่นานหลายพันปีหลังจากมนุษย์ได้อพนพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันในช่วงเวลาราว 30,000 ปีก่อน ซึ่งบ่งชี้ว่า การล่าของมนุษย์ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้สัตว์โบราณชนิดนี้ต้องสูญพันธุ์ไปจากโลกใบนี้

 “เราตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากรและการผสมพันธุ์ของแรดขนยาวโดยประมาณ” Nicolas Dussex หนึ่งในทีมนักวิจัยกล่าว “เราพบว่าหลังจากการเพิ่มขึ้นของขนาดประชากรแรดขนยาวในช่วงเริ่มต้นที่สภาพอากาศโลกเริ่มหนาวเย็นลงเมื่อประมาณ 29,000 ปีก่อน ขนาดของประชากรแรดขนยังคงที่และในเวลานี้การผสมพันธุ์ยังอยู่ในระดับต่ำ”

จำนวนประชากรแรดยังคงที่และเริ่มเพิ่มขึ้นหลังจากที่มนุษย์เริ่มอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในไซบีเรีย ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดเดิมที่ว่าจำนวนประชากรแรดขนยาวน่าจะลดลงจนอาจถึงขั้นสูญพันธุ์จากการล่าของมนุษย์เหล่านี้ “

ข้อมูลดีเอ็นเอยังเผยให้เห็นการกลายพันธุ์ที่ช่วยให้แรดขนยาวสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่หนาวเย็นในแถบไซบีเรีย โดยการลดจำนวนตัวรับความรู้สึกหนาวเย็นที่ผิวหนัง ทำให้พวกมันทนทานต่อสภาพอากาศหนาวเย็นได้ดีขึ้นแบบเดียวกับแมมมอธ

ช่วงเวลาที่แรดขนยาวสูญพันธุ์ไปจากโลกนั้น ทางทีมวิจัยระบุว่าตรงกับช่วงที่โลกมีอากาศอุ่นขึ้นผิดปกติในยุคนั้น ซึ่งมีชื่อเรียกว่าช่วง Bølling oscillation และ Allerød oscillation อากาศที่อุ่นขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่นาน ทำให้แรดขนยาวปรับตัวตามไม่ทัน ทั้งสภาพร่างกายและ อุณหภูมิของอากาศอาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในพืชผักที่เป็นอาหารของสัตว์โบราณชนิดนี้จนพวกมันไม่อาจดำรงชีวิตต่อไปได้ในที่สุด

งานนี้ได้รับการสนับสนุนจาก FORMAS, Swiss National Science Foundation, Carl Tryggers Foundation, European Research Council Consolidator Award และ Knut and Alice Wallenberg Foundation แบะได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ใน วารสาร Current Biology เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา

เรียบเรียงโดย @MrVop