ทีมนักบรรพชีวินวิทยาจากออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร พบหลักฐานว่าสัตว์​ขาปล้องที่ครองโลกใต้ทะเลเมื่อสมัย 500 ล้านปีที่แล้ว​ใน​ยุค​แคมเบรียน นั่นคือสัตว์ในอันดับ Radiodont​ ได้พัฒนา​การมองเห็นที่ก้าวหน้าขึ้นมา นั่นคือมีดวงตาประกอบที่สลับซับซ้อน​ บางชนิดสามารถใช้ดวงตามองเห็น​ได้แม้ในแสงสลัวของน้ำลึก

สัตว์​ในลำดับเรดิโอดอน Radiodont​ มีอยู่หลาย​สายพันธุ์​ ส่วนใหญ่​มีโครงร่างที่คล้ายกัน ซึ่งประกอบด้วยส่วนหัวที่มีอวัยวะขนาดใหญ่จำนวน 2 ระยางค์สำหรับจับเหยื่อ และลำตัวคล้ายกุ้งขนาดใหญ่​ มีความยาวโดยทั่วไป 30-50 เซ็นติเมตร​ ร่างกายค่อยๆวิวัฒนาการ​จนมีขนาดใหญ่​ขึ้นเกือบ 2 เมตรในช่วงปลายยุค

พวกมันล่าสัตว์​ที่มีขนาดเล็กกว่าในทะเลยุคนั้นเป็นอาหาร บางสายพันธุ์เช่น “Anomalocaris briggsi” ที่มีขนาดร่างกายยาวได้ราว 1 เมตร ​ในยุค 515 ล้านปีก่อน (ตามภาพประกอบ​บทความ)​ สามารถอยู่อาศัย​และมองเห็นเหยื่อ​ได้ชัดเจนแม้ในระดับน้ำทะเลที่ลึกถึง 1,000 เมตรด้วยการที่มีตาประกอบที่รับแสงได้ดีเป็นพิเศษ

“วิวัฒนาการ​ทางด้านการมองเห็น​ที่ซับซ้อน​นี้ กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างผู้ล่าและเหยื่อในการดำรงชีวิต รวมทั้งการแย่งชิงระหว่างผู้​ล่าด้วยกันเองด้วย” ศาสตราจารย์ จอห์น แพตเตอร์สัน นักวิจัยจากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ชีวภาพของมหาวิทยาลัยนิวอิงแลนด์ ผู้นำงานวิจัยครั้งนี้อธิบาย​

ก่อนหน้านี้เคยมีการพบฟอสซิล “Anomalocaris briggsi” จากไซต์ขุดค้นหลายแห่งทั่วโลก​ทั้งในจีน แคนาดา สหรัฐอเมริกา และที่อื่นๆ แต่ฟอสซิล​ที่พบนั้นไม่สมบูรณ์​ ทำให้เราไม่เคยทราบโครงสร้างเลนส์​ตาของสัตว์​นักล่าในทะเลลึกจากยุคแคม​เบรียน​นี้ จนกระทั่ง​มีการพบฟอสซิลชุดใหม่ที่ชั้นหิน Emu Bay Shale บนเกาะแกงการูของออสเตรเลีย​

“ Emu Bay Shale เป็นสถานที่แห่งเดียวในโลกที่พบฟอสซิลส่วนของดวงตาของสัตว์ในอันดับ Radiodont ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่มีร่างกายใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้นเอาไว้อย่างดี จนเราพบรายละเอียดต่างๆอย่างชัดเจน” ดร. ดิเอโกการ์เซีย เบลลิโด นักวิจัยจากสาขาวิชา​วิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่งมหาวิทยาลัยแอดิเลดและพิพิธภัณฑ์เซาท์ออสเตรเลียกล่าวเสริม

จวบจนบัดนี้ ความจริงจึงปรากฏ​ให้เราทราบ​ว่า ตาของสัตว์ขาปล้องที่เกิดก่อนไดโนเสาร์​หลายล้านปี เป็นตาประกอบที่มีความซับซ้อน​ จากจำนวน Fossil 30 ตัวอย่าง เราได้พบขนาดของเบ้าตาเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร ที่ภายในประกอบด้วยเลนส์ย่อยจำนวนมากมาย ซึ่ง​มีลักษณะ​ขยายขนาดขึ้นบริเวณส่วนกลางเพื่อการรับแสงในสภาพแสงน้อย

ศาสตราจารย์ จอห์น แพตเตอร์สัน กล่าวสรุป​ว่า “วิสัยทัศน์​ในการมองเห็น​สภาพแวดล้อม​นี้เองกลายเป็นแรงผลักดันในสายวิวัฒนาการและช่วยกำหนดรูปแบบความหลากหลายทางชีวภาพและปฏิสัมพันธ์กับระบบนิเวศที่เราเห็นในปัจจุบัน”

ทีมงานตีพิมพ์​เผยแพร่​ผลงาน​ลงใใน​วารสาร​ Journal Sciences Advances.