Blue Origin ประสบความสำเร็จในการส่งแคปซูลแตะขอบอวกาศ และกลับมาแตะพื้นโลกครบทั้ง 2 ส่วนคือส่วนแคปซูล และส่วนของจรวดส่งยานเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การบินอวกาศ

23 พ.ย. ที่ผ่านมา โครงการที่มีเป้าหมายในการส่งมนุษย์ขึ้นไปสัมผัสประสบการณ์น่าสนุกคือขึ้นไปที่ขอบอวกาศบริเวณเส้นคาร์แมน หรือที่ความสูงราว 100 กม. จากระดับน้ำทะเล ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสสภาพไร้น้ำหนัก ได้เห็นส่วนโค้งของโลกและอื่นๆ

แต่ยังก่อน รอบนี้เป็นแค่การทดสอบ เป็นการส่งแคปซูลเปล่าๆ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในสิ่งที่วงการการบินอวกาศไม่เคยทำได้มาก่อน นั่นคือการนำจรวดส่งยานกลับลงมาบนพื้นได้อย่างสง่างาม “ทั้งดุ้น” แถมยังลงจอดในแนวตั้งได้ด้วย (ดูคลิป)

จะทำแบบนี้ไปทำไม ในเมื่อโครงการอื่นๆที่แล้วมาทั้งนาซา ทั้งรัสเซีย หรือแม้แต่ SpaceX ก็ทิ้งจรวดขับดันที่หมดเชื้อเพลิงให้ตกลงทะเล คำตอบคือ “เงิน” ไงครับ การที่เราสามารถนำจรวดขับดันกลับมาใช้ใหม่ มันคือการประหยัดต้นทุนการส่งยานอวกาศเป็นเงินก้อนใหญ่

แต่สิ่งที่ Blue Origin ทำนี้ วงการอวกาศยังมองดูแบบ อื่ม “เฉยๆ” เพราะอะไรนะเหรอ ไม่ใช้เพราะการส่งมนุษญ์ไปขอบอวกาศมีคนวางโครงการทำไปเยอะ แต่เพราะการนำจรวดกลับมาใช้ใหม่ที่ว่าทำได้เป็นครั้งแรกของโลกนั้น ยังต้องปรับปรุงอีกมาก

โครงการนี้เทียบกับงานที่ใช้กันจริงๆในวงการอวกาศยังห่างชั้นกันไกล เพราะในความจริง เราไปในอวกาศไม่ใช่แค่เส้นคาร์แมน คือไม่ได้ไปที่ความสูงแค่ 100 กม.ซึ่งความสูงแค่นั้นใช้แรงขับจรวดให้พุ่งขึ้นที่ความเร็ว 3 มัคเท่าที่ Blue Origin ทำได้ก็พอ แต่เราไปที่ ความสูงที่ไกลจากโลกกว่านั้นมาก เช่นการส่งดาวเทียม เราต้องไปให้ถึงวงโคจร  geostationary transfer orbit หรือ GTO ที่ความสูง 90,000 กม. ซึ่งต้องใช้ความเร็วในการส่งจรวดสูงถึง 30 มัค จรวดจะต้องลำโตกว่านี้ บรรทุกเชื้อเพลิงมหาศาลจนต้อง “ทิ้ง” ท่อนเปล่าเพื่อให้เบาขึ้นที่ความสูงระดับหนึ่ง
trajectory_white
อย่างไรก็ตาม โครงการ Blue Origin ก็แค่ท่องเที่ยว การทำให้จรวดขับดันสามารถ “รียูส” แถมลงจอดในแนวตั้ง มันก็ประหยัดและโก้เก๋ไม่หยอก ….จริงไหม
อ้างอิง http://techcrunch.com/2015/11/29/dont-compare-blue-origins-success-to-spacexs-failures/
เรียบเรียงโดย @MrVop
เครดิตภาพ https://www.blueorigin.com/