NASA ตรวจพบการระเบิดของดาวตกขนาดใหญ่ในชั้นบรรยากาศโลกจนเกิดแสงสว่างจ้า หรือที่เรียกว่าการเกิด Bolide  ซึ่งถือว่าแรงสุดเป็นอันดับ 2 ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา โดยอันดับ 1 ได้แก่ปรากฏการณ์ “เชลยาบินสก์” เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2013 หรือเมื่อ 6 ปีที่แล้ว

แต่ข่าวเรื่องนี้เงียบสนิท เหตุเพราะการเกิดปรากฏรณ์การนี้กลับไปอยู่บนท้องฟ้าเหนือทะเลแบริง นอกชายฝั่งกัมชัทกาของรัสเซีย จึงแทบไม่มีผู้ใดพบเห็น

การระเบิดของสะเก็ดดาวครั้งนี้ไม่ธรรมดา พลังงานที่ปล่อยออกมาวัดได้มากกว่าพลังงานที่เกิดจากระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 10 เท่า

ลินเซย์ จอห์นสัน เจ้าหน้าที่ฝ่าย Planetary defence ของ NASA เปิดเผยกับ BBC ว่าการระเบิดของสะเก็ดดาวที่รุนแรงระดับนี้เกิดไม่บ่อยนัก ประมาณ 2-3 ครั้งต่อ 100 ปี

แต่นี่เพียง 6 ปีที่ผ่านมา ก็เกิดไปแล้ว 2 ครั้งรวมครั้งนี้

เหตุการณ์นี้เกิดเวลาประมาณใกล้เที่ยงวันตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 18 ธันวาคม 61 ที่่ผ่านมา สะเก็ดดาวตกพุ่งเข้าบรรยากาศโลกด้วยความเร็วราว 32 กิโลเมตรต่อวินาที ทำมุมชันที่ 7 องศา ระเบิดที่ความสูง 25.6 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน ด้วยแรงระเบิด 173 กิโลตัน หรือประมาณ 40% ของปรากฏการณ์ “เชลยาบินสก์” แต่เพราะความที่มันเกิดตอนเที่ยงวันที่แสงแดดกำลังสาดส่อง จึงสังเกตเห็นได้ยาก และช็อคเวฟที่เกิดก็แทบไม่โดนผู้ใดเพราะเกิดบนผิวทะเล

ลองจินตนาการว่าหากมันรอดลงมาถึงพื้นโลก เกิดระเบิดขึ้น ณ บริเวณเมืองใดเมืองหนึ่งของประเทศใดประเทศใดประเทศหนึ่งแทนที่จะระเบิดเหนือท้องทะเล ผลที่ตามมาคงจะย่ำแย่สุดจะคาดคิด

ผู้ที่ตรวจจับการระเบิดของสะเก็ดดาวตกครั้งนี้ได้คือดาวเทียมทหารของกองทัพอากาศสหรัฐฯ จุดที่ระเบิดอยู่ไม่ห่างจากเส้นทางบินของสายการบินพานิชย์ซึ่ง NASA กำลังตรวจสอบว่าอาจพบผู้โดยสารหรือนักบินที่เห็นปรากฏการณ์นี้กับตา

เมื่อปี 2005 สภาคองเกรสเคยให้เวลา NASA 15 ปีเพื่อทำบัญชีรายชื่อและหาเส้นทางโคจรของดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสะเก็ดดาวตกขนาดใหญ่แบบนี้ โดยมุ่งไปที่ดาวเคราะห์น้อยขนาด 140 เมตรขึ้นไป เพราะขนาดที่ว่านี้หากตกลงมากระทบพื้นดิน ความเสียหายจะเกิดระดับทวีปหรือเกินกว่านั้น แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ตามความตั้งใจ โดยเหล่านักวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นว่าเราอาจต้องการเวลา 30 ปีเป็นอย่างน้อยกว่าจะทำตามความต้องการของสภาครองเกรสในครั้งนั้นได้

ก็คงต้องเฝ้าระวังกันต่อไป ทั้งจากอาสาสมัครทั่วโลกที่ช่วยกันส่องกล้องมองฟ้าทุกค่ำคืน หรืออาจหวังพึ่งโครงการ Neocam นัน่คือการส่งยานอวกาศขึ้นไปเฝ้าระวังซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นจริงได้วันไหน ขอเพียงภัยร้ายจากแขกไม่ได้รับเชิญจากห้วงอวกาศจะเว้นช่วงไปอีกนานๆก็พอ

เรียบเรียงโดย @MrVop