“เบนนู” หรือ 1999 RQ36 เป็น ดาวเคราะห์น้อยหนึ่งในไม่กี่ดวงที่มีโอกาสเข้าปะทะโลกในอนาคต สำหรับนักดาราศาสตร์แล้วยิ่งเรารู้อะไรเกี่ยวกับมันมากเท่าไรยิ่งทำให้เรามีโอกาสป้องกันโลกจากหายนะมากขึ้นเท่านั้น

“เบนนู” ถูกคัดเลือกจาก NASA ให้เป็นเป้าหมายในการส่งยาน OSIRIS-REx ไปเก็บตัวอย่าง โดยเลือกจาก ดาวเคราะห์น้อยจำนวนกว่า 7,000 ดวงที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ในระยะห่างไม่เกิน 1.3 หน่วยดาราศาสตร์ จากนั้นก็ตัดให้เหลือเพียง 192 ดวงที่มีวงโคจรสอดคล้องกับโลกในลักษณะที่จะสามารถส่งยานไปสำรวจและเก็บตัวอย่างเดินทางกลับมาโลกได้ ในจำนวนนี้เลือกให้เหลือ 26 ดวงที่มีขนาดใหญ่กว่า 200 เมตรเพื่อให้มีแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะจับยานอวกาศเข้าโคจร ปิดท้ายโดยการคัดเลือกจากองค์ประกอบทางเคมีเน้นไปทางธาตุคาร์บอนเพื่อให้การเก็บตัวอย่างได้ผลดี จนในที่สุดเหลือดาวเคราะห์น้อย เพียง 5 ดวงที่เข้าตากรรมการและ “เบนนู” คือผู้ชนะเลิศด้วยเหตุผลที่เหนือกว่าผู้เข้าแข่งรายอื่นคือ มันมีโอกาสปะทะโลกในศตวรรษที่ 22

NASA ส่งยาน OSIRIS-REx เดินทางจากโลกในเดือนกันยายนปี 59 ไปถึง “เบนนู” เมื่อ 4 ธันวาคม 61 ที่ผ่านมา [บทความเรื่องนี้] และสามารถนำยานตีวงเข้าโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ได้สำเร็จเมื่อวันขึ้นปีใหม่ 62 [บทความเรื่องนี้] และยาน OSIRIS-REx มีแผนจะลงเก็บตัวอย่างจากผิวดาวเคราะห์น้อยกลางปีหน้า จากนั้นก็จะเดินทางกลับถึงโลกในปี 66

ภาพจำลองขณะยาน OSIRIS-REx ยื่นงวงลงไปเก็บตัวอย่างจากผิวดาวเคราะห์น้อยเบนนู

ระหว่างนี้ก็จะมีการโคจรถ่ายภาพและเก็บข้อมลทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ แน่นอนว่ายาน OSIRIS-REx ยังไม่ได้สำผัสดาวเคราะห์น้อยดวงนี้แต่อย่างใด แต่อยู่ดีๆก็มีข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินสองแห่งที่เฝ้าสังเกตอัตราการหมุนรอบตัวเองของ “เบนนู” ระหว่างปี 1999 ถึง 2005 รวมกับข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลในปี 2012 ที่พบว่า ดาวเคราะห์น้อย “เบนนู” หมุนรอบตัวเองเร็วขึ้น

การหมุนรอบตัวเองช้าลงของวัตถุต่างๆในอวกาศเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งจากแรงเฉื่อย แรงโน้มถ่วงของสิ่งต่างๆรอบตัว และปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย แต่การหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยได้พบเจอ ดาวเคราะห์น้อย “เบนนู” นั้นหมุนรอบตัวครบ 1 รอบทุกๆ 4.3 ชั่วโมง แต่ข้อมูลที่ได้มาล่าสุดพบว่าอัตราการหมุนของ “เบนนู” นั้นเพิ่มขึ้นราว 1 วินาทีต่อ 100 ปี ซึ่งอาจฟังดูไม่มากสำหรับบุคคลทั่วไปแต่กลับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเหล่านักดาราศาสตร์ที่ต้องหาสาเหตุที่มาให้ได้ อะไรก็ตามที่ก่อความไม่แน่นอน อะไรที่เหนือความคาดหมาย เป็นเรื่องที่ไม่สมควรมี โดยเฉพาะกับดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ที่มีโอกาสเข้าปะทะโลกในอนาคต เนื่องจากเส้นทางของมันอาจผิดไปจากที่คำนวนเอาไว้ล่วงหน้าได้

หนึ่งในสาเหตุที่นักดาราศาสตร์ตั้งข้อสงสัยไว้คือ Yarkovsky Effect ซึ่งก็คือผลจากอนุภาคโฟตอนที่เดินทางมาจากดวงอาทิตย์เข้าไปหนุนหรือหักล้างการหมุนรอบตัวเองของดาวเคราะห์น้อย ในกรณีที่ดาวเคราะห์น้อยหมุนรอบตัวเองในทิศทางเดียวกับวงโคจรของมันรอบดวงอาทิตย์ กระแสของอนุภาคโฟตอนจะส่งผลให้ความเร็วของมันเพิ่มขึ้น สิ่งเดียวที่จะยืนยันเรื่องนี้ได้คือการวัดผลให้ชัดเจนอีกหลายๆครั้งทั้งจากเครื่องมือบนยาน OSIRIS-REx และเครื่องมืออื่นจากระยะไกล เราก็คงต้องรอผลที่ได้จากการศึกษาเพิ่มเติมกันต่อไป ซึ่งก็คงมีการประกาศให้ทราบหากได้สาเหตุที่แน่นอนของปรากฏการณ์นี้แล้ว

ที่มา www.space.com
เรียบเรียงโดย @MrVop