จีนเดินหน้าเต็มตัวผลักดัน “ดวงอาทิตย์เทียม” หรือเตาปฏิกรณ์ฟิวชันในชื่อ Experimental Advanced Superconducting Tokamak  (EAST) หรือเตาปฏิกรณ์อีสต์ (ชื่อไปคล้องกับปฏิกรณ์อาร์คของ IRONMAN ฮีโร่มาร์เวล) ให้สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าออกมาได้จริงภายในปี 2050

ย้อนกลับไปในปี 2006 “ปฏิกรณ์อีสต์” ปรากฏตัวเป็นเตาปฏิกรณ์ฟิวชันเครื่องแรกที่ใช้ตัวนำยิ่งยวดในการสร้างสนามแม่เหล็กทั้งในทิศทาง toroidal และ poloidal (แนวตั้งและแนวนอนของวงโดนัท) อีก 7 ปีต่อมา ในปี 2013 “ปฏิกรณ์อีสต์” สามารถสร้างพลาสมาในโหมดการเก็บกักความเข้มสูง (H-mode) ได้นานถึง 30 วินาทีเป็นรายแรก


Anhei Tokamak ที่สามารถผลิคพลาสมาร้อนถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส

ต่อมาในเดือนกรกฏาคม 2013 “ปฏิกรณ์อีสต์” ทำสถิติโลกในการสร้างพลาสมาใน H-Mode ให้มีสภาพเสถียรได้ยาวนานถึง 101.2 วินาทีและต่อมาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ก็ทำสถิติโลกอีกครั้งโดยการสร้างพลาสมาความร้อนสูงถึง 100,000,000 °C ซึ่งร้อนกว่าใจกลางดวงอาทิตย์มากกว่า 6 เท่า

ปฏิกรณ์ฟิวชันจะทำงานได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 3 ประการ เพื่อให้อะตอมของดิวเทอเรียมหลอมรวมกันหลายเป็นฮีเลียมแล้วปลดปล่อยพลังงานออกมา เงื่อนไข 3 ประการนั้นคือ ต้องมีอุณหภูมิสูงมาก ควรจะถึง 150,000,000 °C ให้ได้ ต้องมีความหนาแน่นของอนุภาคพลาสม่าที่เพียงพอ (เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะเกิดการหลอมรวม) และต้องมีช่วงเวลาในการเกิดพลาสมาที่เสถียรยาวนาน

ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา โครงการวิจัยพลังงานฟิวชันของจีนก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดเพื่อให้เข้าใกล้เงื่อนไข 3 ประการที่ตั้งไว้ โดยคาดว่าจะทำสำเร็จภายในปี 2050 เป็นอย่างช้า

แหล่งพลังงานของพลังงานฟิวชันคือดิวเทอเรียม ไอโซโทปที่ 2 ของไฮโดรเจนที่สกัดได้จากน้ำทะเล ซึ่งมีอยู่มากมายในธรรมชาติ พลังงานจากการฟิวชันนี้ไม่ผลิตมลพิษ ไม่ทำให้โลกร้อน และมีความปลอดภัยสูง ทั้งยังจ่ายพลังงานออกมาอย่างมหาศาล มันคือการจำลองการเกิดพลังงานของดวงอาทิตย์มาไว้บนผิวโลกซึงหมายถึงพลังงานหลักของมนุษยชาติทั้งมวลในอนาคต ขณะที่นานาชาติร่วมมือกันสร้างเตาปฏิกรณ์ฟิวชัน ITER ที่ฝรั่งเศส หลายประเทศก็วิจัยและพัฒนาเตาปฏิกรณ์ของตนเอง “ปฏิกรณ์อีสต์” หรือ Anhei Tokamak คือความหวังสำคัญของจีนในการที่จะได้เป็นเจ้าของแหล่งพลังงานสะอาดที่ใช้ได้ไม่หมดสิ้นนี้

เรียบเรียงโดย @MrVop