ลุงเคยได้มีโอกาสสนทนากับอีตาอีลอปครั้งนึง….

 

คำออกตัว : เรื่องทั้งหมดในวันนี้รวบรวมมาจากอินเทอร์เน็ต จริงเท็จอย่างไร โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยครับ (บทความนี้เขียนขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์ 2011)

Nokia เป็นบริษัทเก่าแก่ของฟินแลนด์ ปีนี้เป็นปีที่ 146 ปีแล้ว… เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2011 ที่ผ่านมา (สองวันก่อนน่ะแหละ เขียนวันที่ไว้จะได้เอาไว้อ้างอิงได้ง่าย เพราะวันนี้ตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับ Nokia ทุกอย่างที่รู้ เนื่องด้วยอาจจะอีกนานกว่าจะได้เขียนถึง Nokia อีก…) อีตา สตีเฟน อีลอป ซีอีโอใหม่เอี่ยมถอดด้าม ได้ประกาศเอา Nokia ร่วมมือกับ Microsoft ทำโทรศัพท์ Windows Phone 7 เป็นหลัก, ยกเลิก Symbian, ดองเค็ม MeeGo, และไม่พูดถึง Qt ซักคำ… เล่นเอาทั้งโลกตะลึงงันกันไปหมด พอหายงง หุ้น Nokia ก็ร่วงกราวรูดไปในทันที… งานนี้ไม่ใช่แค่ยิงปืนนัดเดียวได้ไก่งวงสองตัว แต่ยิงปืนนัดเดียวตายเรียบทั้งรัง… (และอาจรวมถึงนอกรังอย่างกรูด้วย)

ก่อนจะมาว่ากันเรื่องผลงานสะท้านโลกของอีตา Stephen Elop ซีอีโอผู้พลิกชะตา Nokia อย่างละเอียด ขอย้อนไปเล่าเรื่องในอดีตของ Nokia ก่อน ท่านผู้อ่านจะได้ทราบต้นตอของปัญหา และเข้าใจว่าไก่งวงนั้นมันคิดอย่างไร…

ก่อนอื่น ต้องออกตัวก่อนว่า บทความนี้ไม่ได้ต้องการซ้ำเติม กระแทกแดกดันใคร แต่สำนวนมันเป็นอย่างนี้ และนิสัยปากหมาก็แก้ไม่หาย ใครอ่านแล้วไม่สบายใจก็อย่าอ่านเลย…

จริงๆ แล้ว ผมรักและแอบเชียร์ Nokia ไม่น้อย อีกทั้งก็หากินอยู่กับ Nokia มาตลอด (แม้จะหากินกับ iOS, Android, BB, WP7 อยู่ด้วย แต่ก็ร๊าากกก Nokia) ก่อนหน้าที่ อีลอป จะประกาศ แอบลุ้นเงียบๆ ว่า Nokia น่าจะพลิกจากมวยรองมาเป็นพระเอกได้ ซึ่งก็จะทำให้บรรดาเหล่าพวกเราที่ทำงานให้ Nokia จะได้ลืมตาอ้าปาก เผยอหน้าขึ้นไปกระทบกระทั่งกับบรรดาสาวกบ้าศาสดากะเค้าได้ถนัดๆ บ้าง…

Nokia เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของฟินแลนด์ จดทะเบียนในตลาดหุ้นหลากหลายประเทศ เรียกว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาวฟินแลนด์ทีเดียว (แม้ว่าตอนนี้หันไปเชียร์บริษัท Rovio บริษัทผู้สร้างเกมบันลือโลก “Angry Bird” ที่เป็นบริษัทฟินแลนด์เช่นกัน)

ฟินแลนด์ เดิมเมื่อ 700 ปีก่อนเป็นจังหวัดหนึ่งของสวีเดนครับ ดังนั้น Nokia ซึ่งเป็นบริษัทฟินแลนด์ ก็จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับอีริคสัน ซึ่งเป็นบริษัทของสวีเดน เปรียบก็เหมือนกับ ศึกระหว่าง Samsung ของเกาหลี กับ Sony ของญี่ปุ่น ที่ครั้งหนึ่งญี่ปุ่นเคยยึดครองเกาหลี เรียกว่ามีความแค้นฝังในใจมาแต่บรรพบุรุษนั่นแหละ

นอกจาก เคยเป็นส่วนหนึ่งของสวีเดนแล้ว ฟินแลนด์ในช่วงยุคสงครามเย็นก็อยู่ภายใต้อิทธิพลของโซเวียตยาวนาน หลังจากนั้นก็ปกครองแบบเผด็จการกึ่งสังคมนิยมมาอีกร่วม 30 ปี Nokia นั้นทำอุตสาหกรรมกระดาษกับยางรถยนต์ รวมทั้งพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า, ทีวี มาตั้งแต่ช่วงนั้น พอสหภาพโซเวียตล่มสลาย ฟินแลนด์ก็เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป บรรดาบริษัททั้งหลายที่เคยอยู่ภายใต้ประเทศเผด็จการขายของให้โซเวียต (เช่น Nokia) ก็ต้องดิ้นรนหาตลาดใหม่เพื่อความอยู่รอด

การเข้าสู่การเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ทำให้ฟินแลนด์สามารถส่งสินค้าออกไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรปได้ แถมสามารถขยายฐานไปตั้งโรงงานในเยอรมันได้ ในช่วงนั้นเองที่สหภาพยุโรปมีการตกลงกันว่าจะใช้ GSM เป็นมาตรฐานของระบบโทรศัพท์มือถือ และว่ากันว่า Nokia มีเส้นสายในสหภาพยุโรป จึงได้เป็นผู้ผลิตหลักของ GSM Phone (เรียกว่าเป็นบริษัทใหญ่ที่ทำธุรกิจอิงการเมือง ว่างั้นเหอะ)

และ เนื่องจาก Nokia เป็นประเทศที่อยู่ไปทางตะวันออกสุดของยุโรป จึงมี Time Zone เร็วที่สุดในประเทศในสหภาพยุโรป ตอนที่เปิดระบบ GSM ทำงานครั้งแรกในยุโรป ฟินแลนด์ (และ Nokia) ก็เลยได้ชื่อว่าเป็นประเทศแรก (และบริษัทแรก) ในยุโรปที่เปิดใช้ GSM phone (ซึ่งมันก็แค่ก่อนคนอื่น 1-2 ชั่วโมงนั่นแหละ แต่มันกลายเป็นเชิงสัญลักษณ์ไปว่า ฟินแลนด์ และ Nokia คือ ต้นกำเนิดของ GSM ไปซะงั้น และไอ้นิสัยขี้คุยว่าเป็นรายแรกก็ติดตัว Nokia มาอีกหลายทศวรรษ…เดี๋ยวจะ เล่าให้ฟังว่ามีเรื่องอื่นอีก…)

GSM ได้รับความนิยมแพร่หลายออกไปนอกยุโรป เข้าสู่ตลาดมหึมาของเอเซีย Nokia ที่มีชื่อเหมือนบริษัทญี่ปุ่น ก็เข้าไปกวาดส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ของมือถือ GSM อยู่ในมือ ช่วงที่ GSM บูมนั้น สหรัฐฯ ยังไม่ค่อยนิยมใช้มือถือ พระเอกหนังทุกเรื่องเวลาจะคุยโทรศัพท์กับนางเอก ยังต้องจอดรถที่ปั๊มน้ำมันหยอดโทรศัพท์หยอดเหรียญโทรอยู่ ซึ่งทำให้ Nokia และ GSM นั้นละเลยตลาดสหรัฐฯ ไปเป็นเวลานาน

Nokia ที่กวาดส่วนแบ่งในตลาดโลกไปกว่า 40% ก็เริ่มเข้าสู่ยุคสุดรุ่งเรือง เรียกว่าใหญ่มาก มีชั้นบริหารมากกว่า 10 ชั้น จาก CEO ลงมาถึงลูกกระจ๊อก และเริ่มชักช้าอืดอาด ทำอะไรก็ช้ากว่าคนอื่นเสมอ เช่น GPRS นั้น Nokia ออกตลาดช้ากว่าเจ้าอื่นไปหลายปีเลยทีเดียว แต่ Nokia ก็จะบอกว่า “ไม่มีปัญหา…เราคือ Nokia…เราทำได้ดีกว่า…เราไม่ต้องเป็น The First เพราะเราคือ The Best” ไอ้ความคิดบ้าๆ นี่แหละที่ทำให้ Nokia เดินมาถึงจุดที่อีลอปทำเมื่อสองวันก่อน

เหตุการณ์แบบ We are the best เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ว่าจะเป็น UMTS/3G phone, Multi-touch, AppStore ฯลฯ Nokia ที่เป็นอันดับหนึ่ง พัฒนาช้ากว่าคนอื่นหมดทั้งโลก ในจดหมายร่ายยาวของอีลอปเมื่อสี่ห้าวันก่อน บอกว่าจีนพัฒนาโทรศัพท์ใหม่ได้เร็วกว่าคนของ Nokia ประแต่ง PowerPoint อีก…นั่นแหละคือปัญหาของยักษ์ใหญ่…

ต่อมาก็ เข้าสู่ยุคของ PDA? ก็มี Palm นี่แหละที่เข้ามาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ ทำเครื่อง Palm Pilot ออกมาจนโด่งดัง คนใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง แรกๆ คนก็มองว่า Palm เป็นแค่ PDA (Personal Digital Assistant) คือเครื่องบันทึก ที่อยู่ นัดหมาย ปฎิทิน กับโน๊ตอะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่ทำไปทำมาชักเก่งขึ้นเก่งขึ้น ก็เลยคิดจะเอา PDA มารวมกับโทรศัพท์ ก็เลยเกิดคำว่า “Smartphone” ขึ้นมา

Nokia ที่ กำลังเฟื่องก็รีบชิงออก “Nokia Communicator” เป็นเครื่องโทรศัพท์แท่งใหญ่ๆ ที่เปิดฝาเป็นคีย์บอร์ด มีจอเล็กๆ ข้างนอก มีจอใหญ่ๆ ข้างใน ผมก็ซื้อมาเล่นอยู่เหมือนกัน เท่เป็นบ้า หนังแอ๊คชั่นไซไฟเอาให้พระเอกใช้กันให้ควั่ก แลดูทันสมัยมั่กๆ? รุ่นแรกๆ ใช้ OS ชื่อ GEOS ซึ่งใช้ CPU Intel ซึ่งทั้งกินไฟทั้งห่วย แต่ Nokia ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกไป ซึ่งในวงการต่างก็รู้ดีว่า Kyocera ต่างหากที่ออกก่อน เพราะออก Palm ที่มีโทรศัพท์สู่ตลาดก่อนที่ Nokia Communicator จะออก

เรื่อง ที่ Nokia คุยว่าเป็นเจ้าแรกของสมาร์ทโฟนนี่ถูกกระแทกแดกดันลามปามไปถึงประเทศฟินแลนด์ ที่บอกว่าเป็นถิ่นกำเนิดของซานตาครอส ชายแก่ชุดแดงหนวดยาวใจดีขี่กวางเรนเดียร์ที่คอยแจกของขวัญเด็กๆ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของชาวตุรกี หรือเรื่องที่ฟินแลนด์เป็นดินแดนแห่งเซาว์น่า ก็ถูกเถียงว่ารัซเซียมีเซาว์น่ามาก่อนเป็นชาติ เป็นต้น

เจ้า Nokia Communicator รุ่นแรกๆ นั้นแสนห่วยอย่างว่า Nokia ก็เลยต้องแสวงหา OS ตัวใหม่ ไปขอซื้อ Palm เค้าก็ไม่ขายให้ ตอนนั้นมี PDA อีกตัวที่ดังในฝั่งอังกฤษ ยี่ห้อ Psion ช่วงนั้นผมไปตั้งบริษัทในอังกฤษพอดี เลยมีโอกาสใช้ Psion เป็น PDA ชั้นเยี่ยม ใช้ OS ชื่อ EPOC เป็น OS ที่เสถียรและกินไฟน้อย เหมาะกับสิ่งที่ Nokia ต้องการมาก

Nokia เลยชักชวนบริษัทโทรศัพท์ทั้งหลาย (Nokia, Ericsson , Motorola และอื่นๆ) ร่วมกับ Psion ตั้งสมาพันธ์ขึ้นมาพัฒนา Symbian จาก EPOC เดิม เชื่อมั้ยว่าตอนที่ตั้ง Symbian ขึ้นมานั้น จุดประสงค์หลักคือ “ต่อต้านยักษ์เกเรชื่อ Microsoft” ตอนนั้นไมโครซอฟต์เริ่มทำ Windows CE และพยายามรุกเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์มือถือ แต่สิ่งที่บริษัทโทรศัพท์กลัวนักกลัวหนาและทำให้ไม่ยอมร่วมกับ Microsoft ก็ คือ ไม่ต้องการเป็น OEM แบบตลาด PC

นึกออกมั้ยครับ ตลาด PC นั้น ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ผลิต PC ตามข้อกำหนดของ OS (คือ Windows) ทำอะไรไม่ได้มาก บวกกำไรก็ลำบาก ต่างจากตลาดโทรศัพท์ ที่ทำได้ตามใจ บวกราคาเท่าไรก็ได้ ดังนั้นเมื่อ Microsoft ทำ Windows CE ออกมาจึงไม่มีบริษัทโทรศัพท์หน้าไหนเข้าไปร่วมด้วย แถมไปรวมตัวกันตั้ง Symbian ออกมาเพื่อสู้กับ Windows CE ซะอีก

Microsoft ก็เลยต้องไปหาบรรดาบริษัท PC ทั้งหลายในไต้หวัน ให้ทำโทรศัพท์ให้ นี่แหละที่มาของพวก HTC, Dupod, Asus, Acer, Samsung สารพัดยี่ห้อจากไต้หวัน ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดจะทำโทรศัพท์ก็เริ่มหัดทำโทรศัพท์ แรกๆ ก็ห่วย โทรติดมั่งไม่ติดมั่ง พูดโทรศัพท์อยู่เดินเข้าห้องสายก็ขาด บรรดาบริษัทโทรศัพท์อย่าง Nokia ก็หัวเราะเยาะมาตลอดว่าไอ้พวกไต้หวันนี่ทำไม่เป็น…แต่มาถึงวันนี้ Nokia ให้เหตุผลว่าไม่เอา Android เพราะ differentiate ยาก แปลว่าทำให้ดีกว่ายี่ห้ออื่นไม่ไหวนั่นแหละ…)

สมาพันธ์ Symbian นั้นต่างก็คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จที่ต่อต้าน Microsoft ได้ โดยหารู้ไม่ว่ามันก็แค่การรวมหัวกันของบรรดาไดโนเสาร์ที่ไม่รู้ว่าวันหนึ่ง ดาวหางจะปรากฎ ช่วยกันสร้างมาตรฐานบ้าบอออกมาหลายอย่าง ที่ห่วยสุดคือการสร้าง W@P ขึ้นมา โดยบอกว่าโทรศัพท์นั้นใช้ Internet อย่างที่มนุษย์ใช้กันไม่ได้หรอก เพราะมันจะเปลื่องนู่นนี่นั่น สุดจะหาคำมาบรรยายว่ายังไงก็ต้องใช้ W@P แทนที่จะใช้ Web แล้วก็ช่วยกันผลิตอุปกรณ์และ server บ้าบอมาหลอกขาย Operator กันสนุกสนาน Operator ก็สนุกไปด้วยเพราะเก็บเงินได้ทั้ง SMS และ W@P แถมขูดเลือดขูดเนื้องเอากันคนทำซอฟต์แวร์อย่างกรู เก็บเปอร์เซ็นกันแบบบ้าเลือด

โลกนี้ต้องทนกับโทรศัพท์ห่วยๆ, อินเทอร์เน็ตแบบ W@P ที่แสนจะเฮงซวย อยู่นานหลายปี Nokia ใช้อิทธิพลที่มีอยู่ควบคุมสมาพันธ์ Symbian ซะอยู่หมัด ออก UI มาตรฐานชองตัวเองออกมา เรียกว่า S60 และทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ Symbian จนบริษัทโทรศัพท์อื่นๆ เริ่มตีจาก (คงเห็นโฆษณา Samsung กันนะที่ให้คนโพสต์ว่า Symbian ห่วยยังไง ทั้งๆ ที่ตอนนั้นมีรุ่น Symbian ในตลาดอยู่…) ไม่นานต่อมา Nokia ก็ซื้อ Symbian เป็นของตัวเอง และภาคภูมิใจกันมันมาก…

Nokia ออกโทรศัพท์? “สมาร์ทโฟน Symbian” ออกมาอย่างบ้าคลั่ง จำรหัสชื่อกันไม่หวาดไม่ไหว…ในที่สุด Symbian ก็กลายเป็นสมาร์ทโฟนอันดับหนึ่งของโลกไป Nokia นั้น “Go So Big” และหลงระเริงกับความสำเร็จนั้น จนมองข้ามทุกสิ่ง ครั้งหนึ่งผมเคยทำระบบซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ ลงทุนไปมากมาย เสนอให้กับ Nokia Nokia ตอบว่าถ้าอยากเอาใส่เครื่อง Nokia Nokia ไม่ซื้อเด็ดขาด ต้องหาทางหาเงินเอง หรืออาจต้องจ่ายเงินให้ Nokia ด้วย… นั่นแหละความอหังการ์ของ Nokia ในยุคนั้น…

ผมไม่ได้โกรธเคืองอะไรนักหรอกในตอนนั้น แต่ในใจอดหัวเราะไม่ได้ว่า Nokia กำลังก้าวถลำไปในความหายนะที่ตัวเองก่อขึ้น เพราะตอนนั้นผมสามารถหากินกับ OS อื่นได้อยู่แล้ว

ไดโนเสาร์ตัวใหญ่เดินกร่างกับความสำเร็จของ Symbian โดยไม่มองใคร แล้ววันหนึ่งดาวหางก็มา ในปี 2007 Apple ประกาศตัว iPhone ตอนนั้นเจ้าตลาดคือ Nokia มี Symbian ซึ่งไม่มี Touch Screen และอีกเจ้าที่แบ่งตลาดส่วนน้อยอยู่คือ Microsoft ที่มีเครื่องไต้หวันทั้ง หลาย มี Touch Screen แบบใช้ไม้จิ้มจอ

iPhone ออกมาด้วยความสามารถหรูเลิศ ใช้ UI ชั้นเยี่ยม OS ก็เป็น Unix-based ทั้งตัว แถม Browser ยังเป็น Safari ที่ใช้ Web ปรกติที่มนุษย์ใช้ได้ด้วย…โอ้พระเจ้า จอร์จ… มันยอดมาก มันซูมและเลื่อนไปมาด้วย Multi-touch คนแห่ไปใช้กันใหญ่ แต่ทั้ง Nokia และ Microsoft ออกมาหัวเราะเยาะ อีตาสตีฟ บาลเมอร์ CEO Microsoft นี่แหละตัวดี ออกมาแดกดันไม่รู้กี่รอบ

Nokia ใช้เวลา 3 ปีถึงพอจะรู้ตัวว่า ชิ-หายแล้ว…ตลาดกรูหายไปเยอะ หุ้นก็ร่วงเอาๆ หันไปดู Apple มันก็ขึ้นเอาๆ Microsoft เองก็อยู่ในสภาพเดียวกัน

ทั้งสองบริษัท คือ Nokia และ Microsoft แก้ปัญหาคล้ายๆ กัน คือ Microsoft เริ่มพัฒนา Windows Phone 7 ส่วน Nokia ก็เริ่มพัฒนา Maemo? (ต่อมาไปร่วมกับ Intel พัฒนา จึงเปลี่ยนชื่อเป็น MeeGo) ทั้งสองต่างก็หวังว่าทั้งสอง OS นี้จะขึ้นมาต่อกรกับ iPhone ให้ได้นั่นเอง

ทาง Microsoft แม้จะยุ่งๆ กับการเมืองในบริษัท (อ่านในเรื่องเก่าๆ ที่เคยเขียนไว้ที่ http://web.me.com/mozeal) ในที่สุด Windows Phone 7 ก็ออกมาสู่ตลาด แต่ก็ขายไม่ดีนัก เสียหน้าไม่น้อยที่ Q4 นั้น Windows Phone 7 ขายได้น้อยกว่า Windows Mobile 6.5 ด้วยซ้ำ แต่ก็ยังได้ชื่อว่าทำสำเร็จ อย่างน้อย Windows Phone 7 ก็มีหน้าตา Sexy และมีเสียงฮือฮาพอสมควร

แต่ทาง Nokia นั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง N97 ล้มเหลวชนิดที่คนใช้แทบจะกระทืบเครื่องทิ้งที่หน้าร้าน มากู้หน้าได้ก็ตอนออก N8 แต่นั้นใช้เวลาถึงปีนึงเต็มๆ แถม N900 ที่เป็น Maemo ตัวเดียว ก็ออกมาครึ่งๆกลางๆ ใช้งานยากมาก ส่วน MeeGo ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ไม่เสร็จสักที จนคนบอกว่ามันเป็นแค่เรื่องโจ๊ก

Nokia พยายามแก้ปัญหาของตัวเองในหลายทาง เช่น ออก Music Phone มาเพราะคิดว่าแถมเพลงให้ฟรีแล้วคนจะซื้อโทรศัพท์, หรือการที่นักพัฒนาบอกว่าพัฒนาโปรแกรมใน Symbian นั้นยากมาก มันเป็นการทรมานตัวเองชัดๆ Nokia ก็อุตส่าห์ไปซื้อบริษัท Trolltech ที่มี Framework สำหรับเขียนโปรแกรมที่ยอดเยี่ยมมากคือ Qt มาเป็นของตัวเอง แล้วพัฒนาจริงๆ จังๆ ประกาศให้นักพัฒนามาใช้ ซึ่งได้รับการตอบสนองจากนักพัฒนาเป็นอย่างดี โปรแกรมที่ทำบน Qt เพิ่มขึ้นอย่างมาก

ตรงนี้ผมชมเชยอย่างมากครับ ที่ Nokia ตัดสินใจเอา Qt มาให้นักพัฒนาใช้ จริงๆ แล้วอีกไม่นานเมื่อ Qt 4.7 ออก ผมเชื่อว่าโปรแกรมใน Symbian จะดีขึ้นอย่างมาก และมีปริมาณซอฟต์แวร์ออกสู่ตลาดแบบท่วมท้น น่าเสียดายที่คงไม่มีโอกาสเห็นวันนั้น…

การแก้ปัญหาอีกด้านก็คือไปหา Microsoft CEO คนเก่าของ Nokia (Jorma) ไปประชุมกับ Microsoft เพื่อเอาโปรแกรมชุด Offfice ทั้งหลายมาลงใน Nokia ซึ่งก็ตกลงกันได้ดี คือ Microsoft จะพัฒนาให้ Nokia ไม่ต้องทำอะไรเลย ยื้นยิ้มถ่ายรูปด้วยกันพอ ที่เหลือ Microsoft ทำให้หมด ไม่นานก็มีโปรแกรม Office เข้าไปอยู่ในเครื่อง Nokia การประชุมผ่านไปด้วยดี และการประชุมนี้แหละที่เป็นต้นเหตุหายนะของ Nokia ในวันนี้

Jorma นั้นดันไปตกหลุมรักอีกตา Stephen Elop เข้า เห็นว่าเจ้าผู้จัดการจากแคนาดาของ Microsoft คนนี้หน่วยก้านดี เลยไปทาบทามมาเป็น CEO ของ Nokia … แหงล่ะครับ ไม่เอาก็ควายละ อีตา บาลเมอร์ก็คงรีบสนับสนุนอ่ะนะ ผมว่า…

นาย Stephen Elop เข้ามาเป็น CEO ของ Nokia ปล่อย Q4 ของ Nokia ผ่านไปอย่างสะบักสบอมที่สุดในประวัติศาสตร์ ผลกำไรร่วงลงไปจากที่ร่วงมาตลอดอีก 22% ตอนประกาศผลประกอบการ เด็กอมมือก็รู้ว่า Nokia มีปัญหาแน่ และน่าจะเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว

ในที่สุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Elop ก็ออกจดหมายถึงพนักงาน โดยจดหมายที่ว่านั้น “รั่ว” ไปลงในสื่อทุกสื่อที่ผมอ่านเจอ อธิบายความทั้งหมดว่า Nokia นั้นล้มเหลวอย่างไร เป็นจดหมาย CEO ที่เขียนได้ดีที่สุดฉบับหนึ่งที่เคยอ่านมา ตอนอ่านครั้งแรกผมซาบซึ้งมาก พระเจ้าส่ง Elop มาเพื่อ Nokia แท้ๆ คนอะไร ยอมรับความจริง และมีความตั้งใจเหลือเกินที่จะแก้ไข… ตอนนั้นไม่มีใครรู้หรอกว่าไอ้ที่จะแก้ไขนั้นจะทำอย่างไร แม้จะมีข่าวลือมาแล้วว่าจะร่วมกับ Microsoft แต่ก็ยังไม่มีใครเดาทางถูก

จดหมาย “Nokia is burning” ฉบับเต็มอ่านได้ที่นี่ [link]

ที่เดาทางไม่ถูกก็เพราะ Nokia นั้นใหญ่มาก จะขยับอย่างไรก็เป็นเรื่องท้าทาย…

ใน ที่สุด Elop ก็ประกาศความร่วมมือกับ Microsoft ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วเพราะข่าวมากมายเหลือเกิน… สรุปง่ายๆ คือ เลิก Symbian ไปทั้งหมด (แม้ไม่บอกระยะเวลา แต่เลข 0% นั้นบาดลึกในใจของนักพัฒนาจำนวนมาก รวมทั้งพนักงานครึ่งบริษัท Nokia แน่ๆ), เปลี่ยน MeeGo เป็นแค่ Project OpenSource สำหรับ R&D (ซึ่งมันก็เป็นอยู่แล้ว แต่แปลว่า Nokia จะไม่ให้เงินสนับสนุนอีกแล้วนั่นแหละ), ประการสุดท้ายคือหันไปทำเครื่อง Windows Phone 7 เต็มตัว…

เท่านั้นแหละ หุ้นที่ร่วงอยู่แล้วของ Nokia ก็ร่วงหนักเข้าไปอีก…

มีแต่คนโง่กับคนบ้าเท่านั้นที่ทำแบบที่ Elop ทำ… (หรือไม่อีตานี่ก็ฉลาดมากๆ จนคนทั้งโลกไม่เข้าใจเค้าเลย…)

Nokia ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน (คาดว่าเร็วสุดคือปลายปี แต่คนเชื่อว่าน่าจะกลางปีหน้า) กว่าจะออกเครื่อง Windows Phone 7 ในระหว่างนี้ Nokia จะออกเครื่อง Symbian มาขาย ก่อนที่จะเลิกมันไป โดยจะเอาออกมาขายอีก 150 ล้านเครื่อง ควายสิครับจะซื้อโทรศัพท์ที่เจ้าของประกาศว่าจะเลิกผลิต…

การประกาศแบบนี้ไม่แคร์อะไรเลย ทั้งพนักงาน คู่ค้า นักพัฒนา ตัวแทนจำหน่าย ที่สำคัญคือการไม่แคร์กับผู้ใช้ Symbian เอาเลย ใครๆ ก็ทราบดีว่าผู้ใช้ Symbian นั้นภักดีกับ brand ขนาดไหน การประกาศของ Elop ในคราวนี้ได้ก้อนอิฐไปเต็มๆ

พนักงานหลายพันคน เดินออกจากบริษัท Nokia ไปเงียบๆ เมื่อ Elop จบคำประกาศดังกล่าว เป็นการประท้วงที่เศร้าสร้อยที่สุด บริษัทที่เติบโตยาวนาน 146 ปี นิ่งเงียบไปในวันเดียว จากคนๆ เดียว ที่เพิ่งก้าวเข้ามาอยู่ในบริษัทไม่ถึงสามเดือน…

ไม่มีใครทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ การประกาศที่มีผลมหาศาล ไม่เฉพาะแต่ Nokia และ Microsoft แต่กลายเป็นคำประกาศที่มีผลต่อทั้งอุตสาหกรรมโทรศัพท์ไปในทันที

วันจันทร์นี้คอยดูปฎิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ กันครับ เอามาเล่าก็เพราะจะได้เป็นพื้นฐานของเรื่องราวให้ทุกท่านอ่านข่าวได้สนุกยิ่งขึ้น

ที่สำคัญคือ Stephen Elop ถือหุ้นในไมโครซอฟต์มากเป็นอันดับ 8 (ในฐานะผู้ถือหุ้นภายนอก)…. เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ ว่ามั้ยครับ?