สิ่งที่อัลเบิร์ตไอน์สไตน์ทิ้งไว้ให้เราตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปนั้น หลุมดำ คือวัตถุอวกาศ​ที่มีแต่ทางเข้า ไม่มีทางออก

ความหมายก็คือไม่มีสิ่งใดไม่ว่าจะเป็นสสารหรือพลังงาน จะสามารถเล็ดรอดออกจากแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลของหลุมดำได้ แม้แต่แสงก็ไม่มีข้อยกเว้น

ไอสไตน์ไม่ได้เฉลยว่า สิ่งต่างๆที่เข้าไปในหลุมดำนั้นหายไปไหน แต่เมื่อมันกลับออกมาไม่ได้ ก็ต้องถือว่ามันสูญหายไปตลอดกาล

แต่หากมองในมุมของกลศาสตร์ควอนตัม ข้อมูลต่าง ๆ จะไม่มีวันสูญหายไปไหน มันจะคงอยู่​ ณ ที่ใดที่หนึ่งอย่างแน่นอน

เมื่อเรื่องราวเป็นแบบนี้ ก็ทำให้เกิด “ความย้อนแย้งเชิงข้อมูลของหลุมดำ” (Black Hole Information Paradox) ขึ้นมา โดยความขัดแย้งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราต้องการตอบคำถามที่ว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่ตกลงไปในหลุมดำนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไปกันแน่

ล่าสุดทีมนักวิจัยนานาชาตินำโดย ดร. คานาโตะ โกโตะ จากสถาบันวิจัยริเค็น (RIKEN) ของญี่ปุ่น เสนอให้ใช้คุณสมบัติทางเรขาคณิตของ “รูหนอน” (wormhole) เข้ามาเป็นตัวเชื่อมประสานเพื่อให้สองทฤษฎีที่ขัดแย้งกันนี้สามารถลงรอยไปด้วยกันได้

แนวคิดของ ดร. คานาโตะ โกโตะ ก็คือ “รูหนอน” จะเป็นทางเชื่อมระหว่างด้านในของหลุมดำกับแนวการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation) ที่ด้านนอก​ของหลุมดำ เมื่อเป็นเช่นนี้​ ข้อมูลต่างๆที่ผ่านข้าม เส้นขอบฟ้าเหตุการณ์เข้าไปในหลุมดำ ก็จะกลับคืนออกมาได้ โดยข้อมูลเหล่านั้น​อาจถูกเข้ารหัสให้แฝงอยู่ในรังสีฮอว์คิงที่แผ่ออกมา

การคำนวนสอบทานแนวคิดนี้ ดร. คานาโตะ โกโตะพบว่าค่าเอนโทรปีที่เกิดขึ้นเมื่อหลุมดำมีรูหนอนเป็นสะพานเชื่อมต่อจากด้านในสู่ด้านนอก เท่ากับค่าเอนโทรปีที่ลดลงจนเท่ากับศูนย์ เมื่อความปั่นป่วนในหลุมดำถูกย้อนกลับจนหมด ซึ่งถือว่าแนวคิดนี้ถูกต้อง นั่นคือข้อมูลที่ผ่านเข้าไปในหลุมดำไม่ได้สูญหายไปไหนแต่กลับออกมาทางการแผ่รังสี ฮอว์คิงจริงๆ

ดร. คานาโตะ โกโตะ สรุปปิดท้ายว่า “อย่างไรก็ตาม​ เรายังคงต้องรอให้มีทฤษฎีความโน้มถ่วงควอนตัม (quantum gravity) ที่สมบูรณ์ขึ้นมาก่อน เพราะมันจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างแจ่มแจ้ง”