บรมยุคเฮเดียน คือยุคแรกเริ่มก่อกำเนิดของโลกใบนี้ ชื่อยุคถูกตั้งตามมหาดทพเฮดีสผู้ปกครองนรกของปรัมปรากรีก​ บ่งบอกถึงสภาพธรรมชาติที่ร้อนแรงดั่งเปลวไฟ

บรมยุคเฮเดียน เริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า 4,600 ล้านปีที่แล้ว ดาวเคราะห์โลกทั้งดวงเป็นหินหลอมเหลวที่ร้อนระอุ และเป็นช่วงที่มีดาวเคราะห์ขนาดดาวอังคารชื่อ “ทีอา” (Theia) เข้ามาชนโลก ทำให้เกิดการแยกตัวออกไปเป็นดวงจันทร์

โลกในบรมยุคเฮเดียนร้อนระอุ ไร้ออกซิเจน ซึ่งเป็นผลจากการที่โลกถูกปกคลุมเอาไว้ด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ที่หนาแน่นเหมือน​ผ้านวม สภาพบรรยากาศเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกอย่างรุนแรง เนื่องจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ส่องมาไม่สามารถหนีออกไปจากเรือนกระจกได้ ​ แต่จู่ๆก็เกิดเรื่องประหลาด บรมยุคนี้ดำเนินมาได้เพียง 600 ล้านปีก็สิ้นสุดลง

ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์​ 2 คนอันได้แก่ดร.โยชิโนริ มิยาซากินักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์​จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนียหรือแคลเทค และดร. จุน โคเรนางะจากมหาวิทยาลัยเยล ได้ทดลองป้อนข้อมูลด้านธรณีเคมี ซึ่งเป็นหลักฐานแวดล้อมที่อธิบายถึงกระบวนการก่อตัวของโลก เข้าไปในแบบจำลองคอมพิวเตอร์ ที่เต็มไปด้วยโปรแกรมด้านกลศาสตร์ของไหล การเคลื่อนที่ของความร้อน และฟิสิกส์ของบรรยากาศ เพื่อตรวจสอบดูว่าจะมีสถานการณ์แบบใดบ้าง ที่จะทำให้โลกในบรมยุคเฮเดียนที่ร้อนดังนรก เกิดสิ้นสุดลงโดยเกิดเย็นตัวลงได้อย่างรวดเร็ว

คำตอบของแบบจำลองดูแล้วน่าทึ่ง มันบอกว่าหากมีหินขนาดยักษ์​ที่มีองค์ประกอบเป็นแร่ธาตุที่เรียกว่าไพรอกซีน (Pyroxene)​ ผสมกับแมกนีเซียมปริมาณมาก ( จนหินก้อนนี้ปรากฏเป็นสีเขียวเข้ม)​ ตกลงมาจากอวกาศ เมื่อลงปะทะผิวโลกที่เป็นหินหลอมเหลว จะทำปฏิกิริยาดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ก่อนจะจมลงสู่ด้านล่างเข้าไปในชั้นเนื้อโลก ปฏิกิริยานี้ ยังก่อให้เกิดมีแผ่นเปลือกโลกเกิดขึ้นมา รวมทั้งทำให้แร่ธาตุต่าง ๆ คายน้ำออกมาอย่างมากมายจนสะสมรวมกันกลายเป็นมหาสมุทร”

ดร. จุน โคเรนางะ อธิบาย​เพิ่มเติม​ว่า​ “ขั้นตอนหลังจากนั้น อาจถือเป็นโบนัสก็ได้ ปฏิกิริยา​ดังกล่าว​ข้างต้น​ยังสร้างฟลักซ์ของไฮโดรเจนจำนวนมาก ซึ่งเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างชีวโมเลกุล”

งานวิจัยนี้ยังต้องการหลักฐานยืนยันอีก แต่ก็เพียงพอที่จะบอกให้เรารู้ว่า โลกเราพลิกกลับจากนรกมาเป็นสวรรค์ได้อย่างไรในอดีตกาลอันไกลโพ้น

งานวิจัยนิติพิมพ์เผยแพร่ลงในวารสาร Nature