ทีมงาน NASA​ เกิดไอเดียอยากถ่ายภาพ​เมฆที่กำลังเคลื่อนผ่านไปบนท้องฟ้าของดาวอังคาร แต่ความที่เมฆที่นั่นจางจนมองเห็นได้ยาก ทีมงาน​จึงต้องใช้เทคนิคในการถ่ายภาพ​เข้าช่ว

ไอเดียในการถ่ายภาพครั้งนี้ก็เนื่องมากจากความต้องการ​ที่จะทราบความเร็วความทั้งความสูงของเมฆบนดาวอังคาร​ ซึ่งเป็นเมฆที่แตกต่างจากเมฆบนโลกเรา เนื่องจากมีองค์ประกอบเป็นเกล็ดน้ำแข็งของคาร์บอนไดออกไซด์แทนที่จะเป็นเกล็ดน้ำแข็ง​ที่เกิดจากน้ำ

อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือ กล้องของยานโรเวอร์​คิวริออ​ซิตี​ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้ถ่ายภาพท้องฟ้า กล้องของยานลำนี้ถูกออกแบบมาให้เพื่อใช้ในการถ่ายภาพพื้นดิน ก้อนหิน​ ตลอด​จนภูมิประเทศของดาวอังคาร ซึ่งจะมีเรื่องของระยะโฟกัส ความละเอียดภาพ รูรับแสง ที่ต่างไป

จากปัญหาความจางของเมฆและปัญหาของกล้องดังที่กล่าวมา ทีมงานจึงเลือกใช้เทคนิคการถ่ายภาพแบบภาพนิ่งแล้วนำแต่ละภาพมาต่อกัน เพื่อให้สามารถแยกสิ่งที่เคลื่อนไหวภายในภาพ นั่นคือเมฆและเงาเมฆบนพื้นออกมาได้ หลังจากลบสิ่งที่ไม่เคลื่อนไหว​ออกไป

ภาพเมฆเคลื่อนที่บนดาวอังคาร ถูกแยกถ่ายเป็น 2 ชุด แต่ละชุดประกอบด้วยภาพนิ่งจำนวน 8 ภาพ ภาพทั้ง 2 ชุดถ่ายเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ระหว่างวันบนดาวอังคารที่ 3,325 นับจากเริ่มภารกิจ (วันบนดาวเคราะห์แดงจะยาวกว่ารอบ 24 ชั่วโมงบนโลกเล็กน้อย)

ภาพทั้ง 2 ชุดนี้ถ่ายจากมุมมอง 2 จุดที่แตกต่างกัน เพื่อให้ทีมงานสามารถคำนวณความเร็วและความสูงของเมฆได้

ทีมงานไม่ได้เปิดเผยความเร็วของเมฆที่คำนวณได้ แต่ได้ระบุความสูงของเมฆว่าอยู่ที่ประมาณ 80 กิโลเมตร ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความหนาวเย็นมาก

ถึงแม้ไม่ได้เปิดเผย ความเร็วของเมฆให้สาธารณชนทราบ แต่เราก็อาจประมาณการได้จากความเร็วลมบนดาวอังคาร ความเร็วลมโดยทั่วไปใกล้พื้นผิวดาวอังคาจะรอยู่ที่ประมาณ 7 ถึง 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่ง ณ ความสูง 80 กิโลเมตรความเร็วลมอาจแตกต่างจากนี้อยู่บ้าง

.ที่มา https://www.space.com/curiosity-rover-spots-mars-clouds-overhead