องค์กรสิทธิบัตรยาร่วม (MPP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) แถลงข่าวในกรณีที่​ทาง MPP ได้บรรลุข้อตกลงด้านสิทธิบัตรยากับบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ ในการที่ทางไฟเซอร์​จะอนุญาตให้ผู้ผลิตยาสามัญในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางจำนวน 95 ประเทศทั่วโลก​ (ไม่รวมไทย)​ จะสามารถผลิตและจำหน่ายยาแพกซ์โลวิด ซึ่งเป็นยารักษาโรคโควิด-19​ เป็นการชั่วคราวโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ทางบริษัท​ฯ

ข้อตกล​นี้จะคงอยู่​ต่อไปตราบเท่าที่​องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังคงระบุว่าโรคโควิด-19 ถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

ทั้งนี้​ทาง MPP คาดการณ์ว่ายาแพกซ์โลวิดจะเข้าถึง ประชาชน​ใน 95 ประเทศดังกล่าวภายในเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ทาง MPP ได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทเมอร์ค แอนด์ โค ก่่อนหน้านี้ ในการทำข้อตกลง​แบบเดียวกันกับไฟเซอร์​ในการผลิตยา “โมลนูพิราเวียร์” ให้แก่ 105 ประเทศทั่วโลก​มาแล้ว

ทั้งยา “แพกซ์โลวิด” (Paxlovid) ของ​บริษัท​ไฟเซอร์​ และยา “โมลนูพิราเวียร์” (Molnupiravir)​ ของบริษัท​เมอร์ค​ ต่างก็เป็นยารักษาโรค​โควิด​-19 ชนิด​รับประทาน​ทั้งคู่ ซึ่งง่ายทั่งต่อการใช้งาน การแจกจ่าย โดยเฉพาะ​ประเทศ​ยากจนที่มีแพทย์​และโรงพยาบาล​ไม่เพียงพอ โดยผู้ป่วย​สามารถนำยากลับ​ไป​ทานเองที่บ้าน​ได้เลยเมื่อป่วยด้วยโรคนี้

สำหรับวิธีกา​รรับประทาน​ยาของไฟเซอร์​นั้น ผู้ป่วยจะต้องทานยาแพกซ์โลวิด ร่วมกับยา “ริโตนาเวียร์” (Ritonavir )​​ ซึ่งเป็นยารักษาผู้ติดเชื้อ HIV โดยยา 1 คอร์สของไฟเซอร์ประกอบด้วยยาแพกซ์โลวิด 20 เม็ดและริโทนาเวียร์ 10 เม็ดสำหรับผู้ป่วย 1 คน โดยผู้ป่วยจะรับประทานยาแพกซ์โลวิดขนาด 150 มิลลิกรัม 2 เม็ดต่อครั้ง คู่กับยาริโทนาเวียร์ 100 มิลลิกรัม 1 เม็ดต่อครั้ง วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน

ส่วนวิธีการ​รับประทาน​ยาของเมอร์คนั้นไม่ต้องทานร่วมกับยาอื่น ผู้ป่วยทานเฉพาะ​ยาโมลนูพิราเวียร์ในขนาด 200 มิลลิกรัม จำนวน 40 เม็ด โดยทานแยกเป็นวันละ 2 ครั้งๆละ 4 เม็ด เป็นเวลา 5 วัน