ผลการศึกษาชิ้นกระดูกสะโพกจากซากฟอสซิล​ของ “เสือเขี้ยวดาบ” (Smilodon fatalis)​ ที่พบจมอยู่ใต้หลุมน้ำมันดิน “ลา บรีอา” ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ยุคพลีสโตซีน พบว่าเป็นเสือที่ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรม​ dysplasia ในกระดูกจนไม่อาจออกล่าเหยื่อตั้งแต่ยังเล็ก แต่กลับมีชีวิตรอดจนเติบโตเข้าวัยผู้ใหญ่​ แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างความเป็​นสัตว์​สังคมที่ต่างช่วยกันดูแลแบ่งปันอาหารให้สมาชิก​ที่เจ็บป่วยในฝูงเดียวกัน

ดร.ไมริน บาลิซี ดุษฎีบัณฑิตจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ Los Angeles ผู้นำทีมวิจัย​กล่าวถึงโรค dysplasia ที่พบในเสือสไมโลดอนนี้ว่าเป็นโรคที่พบได้ทั้งในสุนัข สัตว์​เลี้ยงลูก​ด้ว​ยนม​หลายชนิด ที่จะทำให้มันพิการตั้งแต่เล็ก​ ลำบากในการเคลื่อนไหว หากเป็นสัตว์​นักล่าในกลุ่ม​แมวใหญ่​อย่างเสือโคร่งหรือจากัวร์​ ที่มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยว มันคงตายไปตั้งแต่เด็กเพราะแม้แต่ป้องกันตัวเองยังทำไม่ได้อย่าว่าแต่ออกล่าเหยื่อที่ในยุคนั้นสัตว์กินพืชมักมีขนาดใหญ่และมีหนังหนา แต่เพราะเสือเขี้ยวดาบสไมโลดอน เป็นสัตว์สังคมเหมือนสิงโตหรือเสือชีต้า มันจึงรอดชีวิตอยู่​ได้ด้วยความเกื้อหนุน​จากพี่น้องในฝูง

เสือเขี้ยวดาบถือ ชื่อสามัญที่มักถูกเรียกกันบ่อยๆกว่า “Saber-tooth tiger” ​เป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนักล่าที่โดดเด่นและอันตรายที่สุดชนิดหนึ่งที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มันมีเขี้ยวบนคมกริบยาวหลายนิ้วที่จะตัดหลอดลมเหยื่อให้ขาดในทันทีส่งผลให้เหยื่อเสียชีวิต​อย่าง​รวดเร็ว​โดยไม่ต้องอาศัย​แรงกัดมากมายแบบสิงโตหรือเสือโคร่งในยุคปัจจุบัน​

นักบรรพชีวินวิทยา เชื่อว่า เสือสไมโลดอนล่าเหยื่อขนาดใหญ่ที่เคลื่อนไหวช้า อย่างแมมมอธ ไบซัน ช้างมาสโตดอน เป็นอาหาร การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกได้ทำให้เหยื่อที่เหมาะกับพวกมันสูญพันธุ์ไปหมดเมื่อ 12000 ปีก่อน จึงทำให้พวกเสือเขี้ยวดาบต้องสูญพันธุ์ตามไปด้วย

งานวิจัย​ชิ้นนี้วารสาร Scientific Report ฉบับลงวันที่ 28 ตุลาคม 64