ข้อถกเถียงระหว่างเหล่านัก​วิทยา​ศาสตร์​ที่มีมายาวนานกว่าร้อยปีถึงการสูญพันธุ์​ของช้างแมมมอธ กำลังจะได้บทสรุป” ​ศาสตราจารย์​เอ็สเกอ วิลเลอร์สเลฟ (Eske Willerslev)​ นักพันธุศาสตร์วิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร และมูลนิธิ Lundbeck Foundation ด้านวิวัฒนาการที่มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ผู้มีชื่อเสียง​จากงานบุกเบิกด้านมานุษยวิทยาโมเลกุล บรรพชีวินวิทยา และนิเวศวิทยา​ พูดถึงเรื่องนี้​์

“มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์​เคยถูกกล่าวหาว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์​ช้างแมมมอธด้วยเหตุผลที่เชื่อกันว่าพวกมันเคยรอดชีวิตมาผ่านความเปลี่ยนแปลง​ทางภูมิ​อากาศ​มาได้หลายล้านปีโดยไม่สูญสิ้นเผ่าพันธุ์​ แต่พอมาอาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์ที่วิวัฒนาการ​ตามหลังมาจนทัน แมมมอธเหล่านี้ก็หายไปจากโลกในเวลาไม่นาน ”

ล่าสุดทีมวิจัย​นานาชาติ​นำโดยดอกเตอร์​ Yucheng Wang จากภาควิชาสัตววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ พบหลักฐาน​ยืนยันถึงสาเหตุ​ทึ่แท้จริงที่ทำให้สัตว์​เลี้ยงลูก​ด้ว​ยนม​ขนาดยักษ์​อย่างแมมมอธขนยาวต้องสูญสิ้นไปจากโลกว่าไม่ได้มาจากการไล่ล่าของมนุษ​ย์

“ทีมงานของเราใช้ metagenomic DNA วิเคราะห์ตัวอย่างตะกอนดินเยือกแข็งและตะกอนในทะเลสาบจำนวน 535 ตัวอย่างจากทั่วเขตอาร์กติกซึ่งตรงกับช่วง​เวลา 50,000 ปีที่ผ่านมา จนเกิดเป็นหลักฐาน​ที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าสาเหตุ​หลักที่ทำให้แมมมอธขนยาวสูญพันธุ์​ไม่ใช่มนุษย์​ แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ไม่ได้เหมือนช่วงหลายล้านปีที่ผ่านมา เพราะความเปลี่ยนแปลง​ทาง​ภูมิ​อากาศ​ที่กวาดล้างแมมมอธจนสิ้นไปจากโลกนั้นเกิดขึ้นแบบฉับพลันเกินกว่าที่สัตว์​ยักษ์​กินจุเหล่านี้จะปรับตัว​ได้ทัน”

แมมมอธขนยาวยักษ์ ( Mammuthus primigenius ) มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มานานราว 5 ล้านปี ท่ามกลางยุคน้ำแข็งที่ยาวนาน มันใช้งาขนาดใหญ่เพื่อขุดชั้นน้ำแข็งด้านบนออก และใช้งวงล้วงลงไปถอนพืชใต้น้ำแข็ง​ขึ้นมากินเป็นอาหาร​ ด้วยขนาดร่างกายที่ใหญ่โต ทำให้พวกมันต้องกินอาหารเป็นปริมาณมากในแต่ละวัน

“ยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงเมื่อ 12,000 ปีก่อนเมื่อธารน้ำแข็งเริ่มละลายและระยะการสัญจรของฝูงแมมมอธก็เริ่มลดลง”

“เมื่อสภาพอากาศเปียกชื้นและน้ำแข็งเริ่มละลาย ก็นำไปสู่การก่อตัวเป็นทะเลสาบ แม่น้ำ และหนองบึง” ความเปลี่ยนแปลง​ที่เกิดขึ้น​นี้ รวดเร็ว​เกินกว่าที่พวกแมมมอธจะวิวัฒนาการ​ปรับเปลี่ยนชนิดอาหารได้ทัน

“อิงจากแบบจำลองของเรา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝน เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของพืชพรรณโดยตรง”

“มนุษย์​มีส่วนอยู่​บ้างที่ล่าแมมมอธ แต่ไม่ใข่สาเหตุ​หลัก สัตว์​อื่นที่เล็กและล่าง่ายกว่าแมมมอธก็มีอยู่มากมายในยุคนั้น”

งานวิจัย​ชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Nature​