ผลงานวิจัยล่าสุดจากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอว์เรนซ์ ลิเวอร์มอร์ (LLNL) ของสหรัฐฯ โดยศาสตราจารย์ แพทริก คิง จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์​ ชี้ให้เห็นว่า การยิงจรวดติดหัวรบนิวเคลียร์​เข้าใส่ดาวเคราะห์​น้อยที่กำลังตรงเข้าชนโลกอาจเป็นหนทางสุดท้ายที่จะต้องทำเพื่อปกป้องดาวเคราะห์​บ้านเกิดของเรา และแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ที่ทางทีมงานสร้าง​ขึ้น​ชี้ให้เห็นว่า วิธี​การนี้จะมีประสิทธิภาพ​ก็ต่อเมื่อ​หากหินอวกาศ​ดังกล่าว​มีขนาดไม่ใหญ่เกินไปและต้องยิงทำลายให้ทันเวลา

แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์​ของศาสตราจารย์ แพทริก คิง วางอยู่​บนเงื่อนไขของการยิงดาวเคราะห์​น้อยขนาด 100 เมตร (1 ใน 5 ของดาวเคราะห์​น้อย​เบนนูอันโด่งดัง)​ ด้วยหัวรบนิวเคลียร์​ขนาด 1 เมกกะตัน โดยสมมุติ​ระยะห่างของดาวเคราะห์​น้อยไว้ 5 ระยะ ตั้งแต่ 1 สัปดาห์จนถึง 6 เดือนในการเข้าชนโลก

ทีมงานพบว่าหากสามารถยิงหัวรบนิวเคลียร์​ใส่ดาวเคราะห์​น้อยที่ระยะห่าง 2 เดือนก่อนเข้าชนโลก เราจะสามารถทำลายดาวเคราะห์​น้อยดังกล่าวจนแหลกละเอียดเป็นเศษหินที่แต่ละก้อนจะเล็กเพียง 0.1% ของมวลเดิมของดาวเคราะห์​น้อยดวงน้้น

ภาพแบบจำลองของทึมงาน

แต่หากดาวเคราะห์น้อยที่เป็นเป้าหมายมีขนาดใหญ่กว่า 100 เมตร เราก็ยังมีโอกาสที่จะยิงนุ้กเข้าไปทำลายให้แตกสลายเป็นเศษหินได้เช่นกัน แต่เศษหินแต่ละก้อนจะมีขนาดใหญ่​ขึ่่น คือมีน้ำหนักราว 1% ของมวลดาวเคราะห์​น้อยเดิม เงื่อนไขคือต้องยิงกัวรบให้ถูกเป้าหมาย​ในระยะทางที่ไกลขึ้นมาก นั่นคือระยะ 6 เดือนก่อนเข้าชนโลก

ศาสตราจารย์ แพทริก คิง กล่าวถึงปัญหา​หลังดาวเคราะห์​น้อย​ถูกหัวรบนิวเคลียร์​ยิงจนแตกเป็นชิ้นๆว่าเป็นเรื่องของความยุ่งยากหลังจากนั้นที่ต้องมาคอยคำนวนว่าหินแน่ละก้อนจะพุ่งไปทางไหน มีกี่ก้อนที่ตรงมาทางโลกเราบ้าง ซึ่งทางทีมงานแนะนำซอฟต์แวร์พิเศษ​ที่ชื่อว่า Spheral ที่จะคอยติดตามเส้นทางเศษหินจำนวนมหาศาล​ที่เกิดขึ้น​เพื่อลดความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น

ศาสตราจารย์ แพทริก คิง กล่าวทิ้งท้ายว่าแม้แบบจำลองของตนจะยืนยันว่าเราใช้หัวรบนิวเคลียร์​ทำลายดาวเคราะห์​น้อยได้ผล แต่วิธีนี้ควรจะเป็น​วิธีสุดท้าย เพราะหากเป็นไปได้​ตนอยากให้หาทางหักเหเส้นทางของดาวเคราะห์​น้อยด้วยการกระแทกด้วยยานอวกาศ​เสียก่อน ดังที่กำลังจะมีการทดลองด้วยโครงการ DART ที่กำลังจะมีขึ้นในเดิอนหน้า[ตามบทความ​นี้]​ หากไม่ได้ผล เส้นทางดาวเคราะห์​น้อยยังคงตรงมาทางโลกเรา จึงค่อยยิงหัวรบไปทำลาย

ทีมงานตี​พิมพ์เผยแพ​ร่​ผลงาน​ครั้งนี้​ลง​ใน​วารสาร​ Acta Astronautica