สภาวะโลกร้อนส่งผลให้เกิดไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 16 ปีป่าไซบีเรีย ซึ่งส่งผลให้ เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศเป็นปริมาณ​มากที่สุดในรอบ 20 ปี ดันอุณหภูมิเฉลี่ย​ของโลกให้สูงขึ้นไปอีก

และนี่ยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสต​์ที่ควันจากไฟป่าเดินทางไปไกลถึงขั้วโลกเหนือ

ไฟป่าในไซบีเรียนั้นเป็นภัยธรรมชาติ​ที่เกิดขึ้นทุกปี จนคนท้องถิ่นส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ไฟป่าไซบีเรียในปีนี้แตกต่าง​ออกไป เพราะมันกินพื้นที่ถึง 161,300 ตารางกิโลเมตร จนอาจกลายเป็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเท่าที่เคยมีการบันทึกมา

การเกิดไฟป่ารุนแรงในเขตอากาศหนาวจัดเช่นนี้ สะท้อนถึงสถานการณ์ปัจจุบันของภาวะโลกร้อนที่ยิ่งเลวร้ายลงทุกที กลุ่มกรีนพีซรัสเซียระบุว่า ไฟป่าครั้งนี้ถือเป็น “หายนะทางระบบนิเวศ” ที่ส่งผลกระทบกับคนทั้งประเทศ เพราะนอกจากจะเป็นการทำลายป่าซึ่งเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว เขม่าและเถ้าถ่านที่เกิดจากไฟป่ายังเป็นตัวเร่งให้น้ำแข็งขั้วโลกเหนือและพื้นดินเยือกแข็ง (Permafrost) ละลายเร็วขึ้น เนื่องจากเถ้าถ่านจะดูดซับแสงอาทิตย์เคลืบผิวน้ำแข็งไม่ให้สะท้อนแสง เมื่อน้ำแข็งละลายก๊าซมีเธนที่ถูกกักเก็บไว้จะลอยสู่ชั้นบรรยากาศ กลายเป็นวงจรที่เร่งให้เกิดภาวะโลกร้อนเร็วขึ้น รวมทั้งระบุว่าไฟป่าที่รุนแรงผิดปกติในปีนี้เกิดจากความละเลยไม่ใส่ใจของภาครัฐ ทั้งรัสเซีย​ยังมีกฎหมายแปลกๆที่ห้ามไม่ให้จัดการดับไฟ หากหน่วยปฏิบัติการผจญเพลิงต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หรือในกรณีที่ไฟป่าไม่ได้ไหม้ลามถึงเขตที่อยู่อาศัย เป็น​ต้น

ทางด้านมาร์ก แพร์ริงตัน นักวิจัยจากศูนย์สังเกตการณ์ภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของยุโรป (CAMS) ที่ติดตามก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากไฟป่าครั้งนี้ ระบุว่านับตั้งแต่เกิดไฟป่าไซบีเรียเมื่อเดือนมิถุนา​ยนที่ผ่านมาหรือ 2 เดือนที่แล้ว มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกแล้วกว่า 100 ล้านเมตริกตัน หรือเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเบลเยียมในปี 2017 ทั้งปี

ความวิปริต​ที่ตามมาจากไฟป่าครั้งเลวร้ายนี้ยังส่งผลอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีรายงานว่า ฝนได้ตกลงมาแทนหิมะที่ยอดเขาของกรีนแลนด์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้วย