ทีมนักบรรพชีวินวิทยาในอาร์เจนตินาพบซากฟอสซิลบริเวณฟันกรามของค้างคาวสายพันธุ์ดูดเลือด Desmodus draculae ที่สูญพันธุ์ไปแล้วในโพรงถ้ำโบราณของสลอธยักษ์

ค้างคาวแวมไพร์โบราณสายพันธุ์นี้อาศัยอยู่ในบริเวณที่ทุกวันนี้เป็นเขตอเมริกากลางไปถึงอเมริกาใต้มาตั้งแต่ยุค Pleistocene ต่อเนื่องจนถึงต้นยุค Holocene พื้นที่ๆพบฟอสซิลของมันกระจายกว้างตั้งแต่ประเทศอาร์เจนตินา เม็กซิโก เอกวาดอร์ บราซิล เวเนซุเอลา เบลีซ และโบลิเวีย

ค้างคาว Desmodus draculae นั้นมีปีกกว้างถึง 50 ซม. (20 นิ้ว) และมีน้ำหนักตัว 60 กรัม ทำให้มันครองตำแหน่งเป็นค้างคาวแวมไพร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดตลอดกาล

Dr. Santiago Brizuela นักบรรพชีวินวิทยาที่ Universidad Nacional de Mar del Plata หนึ่งในทีมวิจัยเปรียบเทียบให้เห็นว่า “ขนาดของค้างคาวแวมไพร์ Desmodus draculae นี้เมื่อมันกางปีกจะกว้างกว่าขนาดแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ แน่นอนว่าใหญ่กว่าญาติของมันในปัจจุบันมาก”

“มันก็เหมือนค้างคาวแวมไพร์ในทุกวันนี้ คือกินเลือดของสัตว์อื่นเป็นอาหาร” Dr. Santiago Brizuela กล่าว “ปกติมันเป็นสัตว์สุภาพ และการกินเลือดของมันก็เป็นปริมาณไม่มาก ใช้เวลาไม่นาน อีกทั้งสัตว์ที่เป็นเจ้าของเลือดก็ไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ”

“ปัญหาเดียวของมันคือมันเป็นตัวแพร่พิษสุนัขบ้า ”

ทีมงานพบซากฟอสซิลของ ค้างคาว Desmodus draculae ในโพรงถ้ำที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2 ม. ของสลอธยักษ์ในวงศ์Mylodontidae ซึ่งอาจเป็นสลอธ Scelidotherium

“เราไม่รู้ว่าแวมไพร์ตัวนี้เข้าไปในถ้ำเพื่อหาอาหาร หลบภัย หรือตกเป็นเหยื่อของสัตว์อื่นหรือไม่” Dr. Santiago Brizuela ทิ้งท้าย

Desmodus draculae ถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดยักษ์ตัวสุดท้ายที่บินได้ที่สูญพันธุ์ไปแล้วในทุกวันนี้

ทีมงานตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสาร  journal Ameghiniana.