ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ให้สัมภาษณ์วารสาร Nature ฉบับลงตีพิมพ์เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา ว่าตนมีเป้าหมายในการทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางวัคซีน mRNA ใเอเชีย ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งโดยโฉพาะกับคู่แข่งรายใหญ่คือผู้ผลิตวัคซีน mRNA จากประเทศในโลกตะวันตก

วัคซีน mRNA ที่เริ่มมีการใช้จริงกับผู้คนหลายร้อยล้านคนตั้งแต่ปีที่แล้วจวบจนเวลานี้คือวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัท Pfizer ในนิวยอร์กซิตี้ร่วมกับ BioNTech ในเมืองไมนซ์ เยอรมนี และวัคซีน mRNA คู่แข่งอีกรายคือที่ผลิตโดยบริษัท Moderna ในเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการต่อต้านโรคระบาด COVID-19 เป็นอย่างดี

หลายประเทศในเอเชียเช่น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ก็กำลังเร่งวิจัยวัคซีน mRNA ของตนเอง ไทยเราก็เช่นกัน ซึ่งเวลานี้กำลังเร่งมือด้วยความพยายามจะให้วัคซีนออกมาทันกับความต้องการที่ขาดแคลน โดยเฉพาะช่วงนี้ที่จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนารายใหม่ต่อวันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากการสัมภาษณ์กับวารสาร Nature ศ.นพ.เกียรติเล่าให้ฟังว่า ตนได้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยวัคซีนมานานกว่าทศวรรษแล้ว เพื่อพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก โรคฉี่หนูและมะเร็ง โดยใช้เทคโนโลยีมากมายที่แตกต่างกัน ต่อมาในปี 2560 ทางห้องปฏิบัติก็ได้เชิญ ดอกเตอร์ ดรูว์ ไวสส์แมน (Drew Weissman) ผู้บุกเบิกเทคโนโลยี mRNA แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียในฟิลาเดลเฟียมาให้ความรู้ จากนั้นทางห้องปฏิบัติการของเราก็เริ่มทำงานกับ ดอกเตอร์ ดรูว์ ไวสส์แมนในการพัฒนาวัคซีน mRNA ที่ผลิตขึ้นสำหรับโรคภูมิแพ้ แต่เมื่อโลกเราเกิดมีโรคระบาดครั้งใหญ่จากไวรัสโคโรนา ทางปฏิบัติการจึงตัดสินใจหันเข็มมาออกแบบวัคซีน mRNA สำหรับต่อสู้กับไวรัสตัวก่อโรคโควิด-19 แทน ในชื่อ “ChulaCov19

จุดเด่นของวัคซีนชนิด mRNA คือ ความสามารถผลิตได้เร็วกว่าวัคซีนแบบเก่า เนื่องจากเราสามารถเริ่มพัฒนาได้เลยโดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับลำดับจีโนมของไวรัส โดยไม่ต้องรอจนจนไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศ นอกจากนี้ยังสามารถผลิตได้ในปริมาณมาก ซึ่งจะลดต้นทุนในระยะยาว 

วัคซีน ChulaCov19 ได้แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในวิจัยระดับพรีคลินิกกับหนูทดลองและลิง  ทางห้องปฏิบัติการวางแผนที่จะเริ่มการทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 กับมนุษย์ในเดือนมิถุนายน และกำลังพัฒนาวัคซีนรุ่นต่อไปเพื่อต่อต้านไวรัสกลายพันธุ์ชนิดต่างๆเช่นสายพันธุ์ B.1.351 และ B.1.1.7 นอกจากนี้ทางห้องปฏิบัติการก็ยังจับตาดูสายพันธุ์ B.1.617 ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในอินเดียอย่างใกล้ชิด 

การทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 จะเริ่มในอาสาสมัครจำนวนประมาณ 100 ราย เพื่อหาขนาดยาที่เหมาะสมในการสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ดี และเมื่อเราผ่านจุดสำคัญนี้ ก็จะดำเนินการทดลองระยะที่ 2 เพื่อทดสอบความสอดคล้องของการตอบสนองต่อวัคซีนในอาสาสมัครจำนวนราว 200-300 ราย จากนั้นจึงประเมินความปลอดภัยของวัคซีนในกลุ่มคนที่ใหญ่ขึ้นอีกคือที่ประมาณ 5,000 คน และสุดท้ายเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนก่อนใช้งานจริง ก็จะต้องดำเนินการทดลองระยะที่ 3 กับบุคคลจำนวนหลายหมื่นคน

แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้งานวัคซีนอย่างเร่งด่วน อาจต้องขออนุมัติจากหน่วยงานผุ้กำหับดูแลในระดับต่างๆโดยข้ามการทดลองในระยะที่ 3 ไป เรื่องนี้ทางห้องปฏิบัติการได้ขอให้เพื่อนร่วมงานในสิงคโปร์และมาเลเซียส่งตัวอย่างเลือดจากผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer–BioNTech มาให้ และทางห้องปฏิบัติการเองก็จะเก็บตัวอย่างจากประชาชนไทยที่เคยรับการฉีดวัคซีนของ AstraZeneca และ Sinovac มาแล้ว เพื่อเปรียบเทียบดู  หากพบว่าการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีน “ChulaCov19” ของเราดีเท่ากับหรืออาจดีกว่าวัคซีนเจ้าอื่น หน่วยงานกำกับดูแลของไทยก็อาจสามารถพิจารณาอนุมัติให้ใช้วัคซีน “ChulaCov19” ในกรณีฉุกเฉินได้เลยโดยไม่มีผลการทดลองระยะที่ 3 มาประกอบการพิจารณา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อุปสรรคสำคัญก็ยังมีอยู่ นั่นคือเรื่องของงบประมาณ เนื่องจากทางเราต้องใช้เวลาเกือบ 6 เดือนในการหาทุนเพื่อเริ่มการทดลองในมนุษย์ ปัญหาอื่นก็คือเรื่องของเวลา ที่ต้องใช้ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิตวัคซีน mRNA ให้กับผู้ผลิตในประเทศไทย

ที่มา https://www.nature.com/articles/d41586-021-01426-9