ดาวอังคารมีดวงจันทร์ขนาดเล็ก 2 ดวง ที่ล่าสุดมีข้อสังเกตว่าทั้งคู่อาจเป็นชิ้นส่วนที่แตกออกมากจากดวงจันทร์ขนาดใหญ่สมัยเมื่อ 1,000 ถึง 2,700 ล้านปีที่แล้ว

ดวงจันทร์ทั้ง 2 ดวงของดาวอังคาร มีชื่อเรียกว่า โฟบอส และ ดีมอส ค้นพบโดยแอซัฟ ฮอลล์ (Asaph Hall) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันที่หอดูดาว Naval Observatory เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1877

โฟบอสและดีมอส มีรูปร่างคล้ายมันฝรั่ง ทั้งคู่โคจรรอบดาวอังคารตามระนาบศูนย์สูตรโดยมีความเอียงของวงโคจรเพียง 0.01 และ 0.92 องศา

ลักษณะของวงโคจรนี้เองที่สะกิดความสนใจของ Amirhossein Bagheri นักศึกษาระดับปริญญาเอกจากสถาบันธรณีฟิสิกส์แห่ง ETH Zurich และทีมงาน

“ดวงจันทร์ของโลกเรานั้นกลมโต แต่ดวงจันทร์ของดสงอังคารทั้งเล็กและหาความกลมไม่ได้ ที่ผ่านมาใครๆก็เลยพากันคิดว่าโฟบอสกับดีมอส น่าจะเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ถูกแรงโน้มถ่วงของดาวอังคารดึงดูดเข้ามาเป็นบริวาร”

“แต่นั่นแหละคือปัญหา เพราะวัถตุใดๆที่ถูกดึงเข้ามาจากนอกระบบดั้งเดิม จะโคจรรอบดาวแม่ในแบบเยื้องศูนย์ คือเป็นวงโคจรเอียงแบบวงรีที่เยื้องออกไปด้านใดด้านหนึ่ง แต่วงโคจรของโฟบอสกับไดมอสไม่ได้เป็นแบบนั้น” Amirhossein Bagheri อธิบาย “วงโคตรของทั้งคู่ค่อนข้างกลมเลยทีเดียว และมีระนาบเอียงน้อยมาก”

เพื่อหาคำอธิบายในเรื่องนี้ Amirhossein Bagheri และทีมงานจึงได้ลองใช้แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์เข้ามาคำนวน ทั้งยังได้ขอข้อมูลไหวสะเทือนของผิวดาวอังคารจากภารกิจ InSight ของ NASA มาประกอบงานนี้ด้วย

“ แนวคิดของเราคือพยายามติดตามวงโคจรและการเปลี่ยนแปลงของดวงจันทร์ 2 ดวงนี้ในแบบย้อนกลับไปในอดีต” ดร. อาเมียร์ข่านนักวิจัยจากสถาบันฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยซูริกและสถาบันธรณีฟิสิกส์แห่ง ETH ซูริกกล่าว

“เมื่อเราย้อนวงโคจรของโฟบอสและดีมอสกับสู่อดีต เราพบว่ามันทั้งคู่ดูเหมือนจะมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน”

“อธิบายง่ายๆคือ น่าจะมีวัตถุท้องฟ้าที่ใหญ่กว่านั้นโคจรอยู่รอบดาวอังคารในสมัยโบราณนานมาแล้ว”

“และดวงจันทร์ดวงใหญ่นั้นน่าจะถูกชนด้วยวัตถุอวกาศขนาดใกล้กันจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โฟบอสกับดีมอส คือชิ้นส่วนที่เหลือจากการชนครั้งนั้น” Amirhossein Bagheri สรุป

แบบจำลองของทีมงานยังแสดงให้เห็นอนาคตของดวงจันทร์ทั้ง 2 ดวง โดยดวงจันทร์ดีมอสวึ่งมีขนาดเล็กและโคจรอยู่รอบนอกจะมีความเปลี่ยนแปลงของวงโคจรน้อยมาก ขณะที่โฟบอสที่อยู่ใกล้และใหญ่กว่า จะถูกดาวอังคารดูดเข้าใกล้และมีโอกาสพุ่งเข้าชนดาวอังคารในอีก 39 ล้านปีข้างหน้าหรืออาจแตกสลายกลายเป็นวงแหวนของดาวอังคารไปในที่สุด

ทีมานตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยครั้งนี้ลงในวารสาร journal Nature Astronomy

ที่มา และเครดิตภาพ http://www.sci-news.com/space/phobos-deimos-fragments-larger-martian-moon-09672.html