เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาแล้วนี้เอง ที่เราได้แบ่งดาวเคราะห์ที่เรารู้จักออกเป็น 2 จำพวก จ​ำ​พวก​แรกคือดาวเคราะห์หินที่โคจรอยู่ในระบบสุริยะรอบใน มีขนาดเล็กและโคจรอยู่ใกล้ดาวฤกษ์ จ​ำ​พวก​ที่สองคือดาวเคราะห์แก๊ส ที่โคจรอยู่ในระบบสุริยะรอบนอก มีขนาดใหญ่และโคจรอยู่ไกลจากดาวฤกษ์ ที่เป็นแบบนั้นเพราะเรายังไม่ได้รับการยืนยันการค้นพบดาวเคราะห์ที่อยู่นอกระบบสุริยะของเรา

แต่หลังจากปี 2535 เป็นต้นมา เราก็พบว่า วิธีแบ่งดาวเคราะห์ที่เรารู้จักนั้นต้องมีการแก้ไขใหม่ เมื่อมีการยืนยันการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงแรก และพบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับจำนวนได้มากกว่า 4,687 ดวงที่โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์กว่า 3,463 ​ระบบดาว ดาวเคราะห์​นอก​ระบบ​ที่พบนี้ หลายต่อหลายดวงมีรูปร่างลักษณะและระยะห่างในการโคจรรอบดาวฤกษ์ที่แตกต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่นดาวเคราะห์แก๊สขนาดยักษ์ ที่โคจรใกล้ดาวฤกษ์ของมัน ในระยะประชิด ทำให้มีอุณหภูมิของผิวด​าวเคราะห์สูงเป็นพันเคลวินก็มี

อุณหภูมิสูงเป็นพันเคลวินนี้ (727°C) แม้จะไม่ร้อนไปกว่าดาวฤกษ์ศูนย์กลางระบบของมันเองแต่ก็ร้อนกว่าดาวฤกษ์ในกลุ่มแคระบางชนิด

ตัวอย่างที่เด่นชัดในเรื่องนี้ก็คือดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ชนิดร้อนจัด “Kelt-9 b” ที่โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ KELT-9 ห่างจากโลกเราออกไป 670 ปีแสง​ ดาวเคราะห์​ดวงนี้แม้มี​ขนาดใหญ่​กว่า​ดาวพฤหัส​แต่กลับ​มี​ความหนาแน่น​น้อ​ยก​ว่า และที่สำคัญ มันโคจร​ใกล้​ดาวฤกษ์​ในระยะเผาขน คือหมุนรอบดาวฤกษ์ครบ 1 รอบในเวลาเพียง 1.5 วันเท่านั้น ทำให้ดาวเคราะก์แก้สดวงนี้เกิดลักษณะที่เรียกว่า “ไทดัลล็อค” คือหันหน้าเดียวหาดาวฤกษ์ตลอดเวลา และมีอุณหภูมิสูงถึง 4,600 เคลวิน ถือว่าร้อนกว่าดาวแคระแดงในคลาสเอ็มโดยทั่วไป

ดาวฤกษ์​ KELT-9 นั้นเป็นดาวฤกษ์คลาสเอที่ร้อนจัด ทำให้ชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ “KELT-9b” ถูกแผดเผาอย่างรุนแรงจนเกิดการสูญเสียมวลออกไปตลอดเวลาเป็นปริมาณพอๆกับมวลของโลกเรา 18 ถึง 68 ใบในทุกพันปี

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมระบบดาวนี้ถึง​ดาวเคราะห์​ Kelt-9 b ที่อยู่ในตำแหน่งที่ผิดที่ผิดทางแบบนี้ เบื้องต้นมีการ​สันนิษฐาน​ว่า ดาวเคราะห์​แก้ส Kelt-9 b อาจถือกำเนิดเหมือนระบบดาวอื่นคือน่าจะก่อตัวห่างจากดาวฤกษ์​มากกว่านี้ แต่ต้องมีสาเหตุอะไรบางอย่างที่ผลักให้ดาวเคราะห์ดวงนี้ขยับเข้ามาใกล้ดาวฤกษ์ให้ถูกแผดเผาจนต้องสูญเสียมวลออกไปเรื่อยๆอย่างที่เห็น

ปริศนา​นี้อาจถูกคลี่คลายในอนาดตเมื่อเราส่งกล​้องโทรทรรศ​น์อวกาศรุ่นใหม่ที่มี​ประสิทธิภาพ​สูงอย่างเจมส์เว็บบ์ขึ้นสู่วงโคจร เราอาจได้พบความลับทางเคมีขององค์ประกอบของชั​้นบรรยาก​าศดาวเคราะห์ดวงนี้รวมถึงรายละเอียดที่มากพอให้เราสรุปที่มาที่ไปขอมันได้