การศึกษาสายพันธุ์ต่างๆของไวรัส SARS-CoV-2 ที่กลายพันธุ์ทั้งในอังกฤษและแอฟริกาใต้ พบว่ามีแนวโน้มในอนาคตที่วัคซีนต่างๆที่ผลิตสำเร็จแล้วอาจมีประสิทธิภาพน้อยลงในการต้านไวรัส

ทีมวิจัยนำโดย เดวิด โฮ (Devid Ho) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์แอรอนไดมอนด์ และเฮเลน วู (Helen Wu ) ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์จากมหาวิทยยาลัยโคลัมเบีย ได้ตพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดที่ทำนายว่า วัคซีนโรคโควิด-19 หลากหลายสูตรจากหลายแหล่งผลิตทั่วโลกในเวลานี้ อาจมีประสิทธิภาพในการลบล้างฤทธิ์ไวรัสลดลงเมื่อไวรัสกลายพันธุ์ไป ยกตัวอย่างวัคซีน Novavax ที่แสดงประสิทธิผลสูงถึง 89.3% เมื่อทดสอบการใช้งานในอังกฤษ กลับมีประสิทธิผลลดลงเหลือ 49.4% เท่านั้นเมื่อนำไปใช้กับไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ B.1.351 ที่แพร่ระบาดอยู่ในแอฟริกาใต้

“หากการไวรัสตัวนี้ยังคงระบาดไม่หยุดและเกิดการกลายพันธุ์ต่อไปเรื่อยๆ เราอาจต้องผลิตวัคซีนไล่ตามสายพันธุ์ต่างๆของ SARS-CoV-2 อย่างไม่หยุดหย่อนหมือนที่เราเคยทำมานานแล้วและยังต้องทำอยู่กับไวรัสไข้หวัดใหญ่” 

โฮและทีมงานของเขาพบว่าแอนติบอดีที่ได้จากตัวอย่างเลือดของผู้ที่เคยฉีดวัคซีนสูตร Moderna หรือ Pfizer จะมีประสิทธิผลในการลบล้างฤทธิ์ (neutralizing) ไวรัสโคโรนากลายพันธุ์สายพันธุ์ B.1.1.7 ที่เริ่มพบเมื่อเดือนกันยายน 63 ในอังกฤษ และสายพันธุ์ B.1.351 ที่เริ่มพบเมื่อปลายปี 63 ในแอฟริกาใต้ได้น้อยลงกว่าการลบล้างฤทธิ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์เดิมๆก่อนกลายพันธุ์มาก นั่นคือผลการลบล้างฤทธิ์ (neutralizing) ไวรัสสายพันธุ์อังกฤษจะลดลงประมาณ 2 เท่า และสายพันธุ์แอฟริกาใต้จะลดลง 6.5- ถึง 8.5 เท่าเลยทีเดียว

แม้การศึกษารอบนี้ไม่ได้รวมไวรัสสายพันธุ์ B.1.1.28 ที่กลายพันธุ์ในบราซิล แต่ทาง ดร.เดวิด โฮ มองว่ามีความคล้ายกันมากระหว่างจุดที่กลายพันธุ์ในสายพันธุ์บราซิลและสายพันธุ์แอฟริกาใต้ ดังนั้นก็น่าจะมีผลตอบสนองไม่ต่างกันมาก

“เราต้องหยุดการแพร่ขยายของไวรัสให้ทัน นั่นหมายถึงการเร่งเวลาการฉีดวัคซีนให้ทั่วถึงไม่เช่นนั้นมันจะกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆจนสุดท้ายก็จะมีปัญหากับวัคซีนในวันข้างหน้า”

ที่มา https://www.sciencedaily.com/releases/2021/03/210308131712.htm