ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์หินที่มีขนาดเล็กที่สุด อยู่​ใกล้​ดวงอาทิตย์​ที่สุด ลึกลับที่สุด เนื่องจากมีการส่งยานไปสำรวจน้อยกว่​า​ดาวเคราะห์หิน​ทุกดวง

ยานลำแรกที่ไปสำรวจจดาวพุธคือ Mariner 10 ในช่วงต้นทศวรรษ 70 แล้วก็เงียบไปนานจนมาถึงยาน Messenger ที่ไปโคจรรอบดาวพุธในปี 2554 ข้อมูลที่เรารู้จากดาวพุธจึงมาจากยานอวกาศ 2 ลำนี้เป็นหลัก ทั้งนี้ก็​จะเป็น​แบบนี้​จนกว่า​จะถึงปี 2568 ที่ยานสำรวจดาวพุธลำต่อไปที่จะเดิินทางไปถึง นั่นคือยาน BepiColombo

สิ่งที่ได้จากยาน Mariner 10 เมื่อ 50 กว่าปีก่อนบอกเราว่าผิวดาวพุธนั้นปกคลุมด้วยรอยเลื่อนขนาดใหญ่หรือโครงสร้างคล้ายหน้าผาที่ดูเหมือนขั้นบันไดขนาดยักษ์ในแนวนอน ข้อมูลที่ได้เพิ่มเติมจากยาน Messenger​ ล่าสุดทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคำนวณได้ว่า รอยเลื่อนบนผิวดาวพุธนั้นมีความยาวได้ถึง 1,000 กิโลเมตรและสูงกว่า 3 กิโลเมตร

ภาพพรอยเลื่อน Discovery Rupes ในภาพด้านซ้ายและ Beagle Rupes ในภาพทางด้านขวา แต่ละรอยมีความสูงมากกว่า 1 กิโลเมตร (เครดิตรูปภาพ: NASA / Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory / Carnegie Institution of Washington / Smithsonian Institution)

รอยเลื่อนเกิดขึ้นเมื่อก้อนหินถูกดันเข้าด้วยกันโดยที่ด้านหนึ่งดันขึ้นด้านบนเทียบกับอีกด้านหนึ่งตามรอยเลื่อนหรือรอยแตกในเปลือกดาวเคราะห์ แบบจำลองที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของการกำเนิดรอยตำหนิขนาดใหญ่ของดาวพุธคือรอยพับย่นที่เกิดขึ้นจากการที่ภายในของดาวเคราะห์เย็นตัวลงเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้ดาวพุธหดตัวเล็กลงและทำให้เปลือกดาวมีรอยเลื่อนยีบย่นเหมือนผิวของลูกเกด

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์​เคยคิดว่าดาวพุธน่าจะคายความร้อนออกมาจนเกือบหมดและดาวน่าจะหดตัวลงอย่างน้อย 14 กิโลเมตร​แต่ล่าสุดทีมนักวิจัยนำโดย Thomas Watters นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติในกรุงวอชิงตันดีซีประมาณว่าดาวพุธน่าจะหดตัวลงไม่เกิน 2 กิโลเมตร​หรืออย่างมากก็ำม่เกิน 4 กิโลเมตร​เท่านั้น

ที่มาของ​สมมุติฐาน​นี้คือข้อมูลจากยาน Messenger อีกส่วนหนึ่ง ที่บอกเราเรื่องอายุของรอยเลื่อนขนาดเล็ก ทำให้เรารู้ว่ารอยเลื่อนบนดาวพุธมีบางส่วนที่มีอายุทางธรณีวิทยาน้อยมาก คือมีอายุน้อยกว่า 50 ล้านปี นั่นหมายถึงเปลือกดาวยังน่าจะมีกืงกิจกรรมทางธรณีวิทยาอยู่นั่นคือยังคงเกิดแผ่นดินไหวอยู่เป็นปกติ

“ เปลือกโลกของดาวพุธเช่นเดียวกับเปลือกของดวงจันทร์ได้รับแรงกระแทกอย่างหนักและลึกมากเป็นเวลาหลายพันล้านปี” Thomas Watters อธิบาย

ผิวดาวพุธน่าจะเต็มไปด้วย “เรโกลิธ” (Regolith) ขนาดใหญ่ที่เรียดว่า “megaregolith” ซึ่งก็คือกินที่ผุผังทับถมกันเป็นจำนวนมากทำให้ดาวพุธยังคงเก็บรักษาความร้อนภายในเนื้อดาวไว้ในยาวนานกว่าที่เราเคยคิด

ปริศนา​นี้อาจจะได้รับการคลี่คลายเมื่อยาน BepiColombo เดินทางไปถึง

ที่มา https://www.space.com/mercury-shrank-less-than-believed